<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

คริปโตเคอร์เรนซี และ โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

bitkub-2022-769x90

Coinnbase ออกมาเตือนว่าโซลูชั่นปรับขนาดทั้งหลายจะส่งผลร้ายต่อราคาของ Ethereum 

bitkub-2022-768x90

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

เว็บเทรด Crypto ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Coinbase กำลังวิเคราะห์ผลกระทบที่โซลูชันการปรับขนาดอาจมีต่อบล็อกเชนของ Ethereum (ETH)

ในรายงานจากการวิจัยของ Coinbase กล่าวว่าโซลูชันปรับขนาดเลเยอร์ 2 สามารถกัดกินการทำเงินของ Ethereum ได้

“อนาคตของโซลูชันปรับขนาดเลเยอร์ 2 อาจเป็นทำให้พวกเขาได้ประโยชน์และคู่แข่งเสียผลประโยชน์เนื่องจากเลเยอร์ 2 ตัวใดก็ตามที่มี DApps ส่วนใหญ่สามารถขับเคลื่อนระบบนิเวศ Ethereum ทั้งหมดได้ในซักวันหนึ่ง นั่นแสดงให้เราเห็นว่าท้ายที่สุดโซลูชันปรับขนาดเลเยอร์ 2 ก็สามารถเบียด Ethereum ในการแย่งชิงเพื่อทำเงินได้นั่นเอง”

bitazza-may-768x90

Coinbase กล่าวว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาโซลูชันปรับขนาดเช่น Polygon (MATIC), Optimism (OP) และ Arbitrum สร้างรายได้ไม่ถึง 1%  ของที่ Ethereum ทำได้

“ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Token Terminal ได้รายงานว่า Ethereum มีรายได้รวม 9,971 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับรายได้รวมของ Arbitrum, Polygon และ Optimism นั้นทำได้เพียง 78 ล้านดอลลาร์”

Coinbase ยังได้กล่าวอีกว่าเมื่อ Ethereum เปลี่ยนไปใช้กลไก Proof-of-stake (PoS) โซลูชันการปรับขนาดอาจทำให้ผลตอบแทนจากการ stake ลดลงและอาจส่งผลเสียต่อราคาของ ETH

“หากการใช้งานของผู้ใช้ย้ายไปยังเลเยอร์ 2 มากขึ้น และเลเยอร์ 2 เหล่านั้นต้องการโทเค็นของพวกเขาเองเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม นั่นอาจเป็นการลดผลตอบแทนจากการ stake แก่ผู้ตรวจสอบที่จะได้รับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมสุทธิเหล่านั้นน้อยลง หากสิ่งนี้ไม่สนับสนุนการ stake บนแพลตฟอร์มนั่นอาจเพิ่มอุปทานหมุนเวียนในสถาพคล่องของ ETH ซึ่งอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาของ ETH”

แต่ถึงอย่างไรก็ดี Coinbase กล่าวว่าโซลูชันปรับขนาดอาจเป็นประโยชน์ต่อ Ethereum ในระยะยาวเนื่องจากจะเป็นการเพิ่มกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นเครือข่าย

“นอกจากนี้ผลกระทบของเลเยอร์ 2 ที่พวกมันจะกัดกินการทำรายได้ของ Ethereum สิ่งนี้อาจเกิดแค่ในระยะสั้น ๆ ในระยะยาวนั้นการทำรายได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่มากขึ้นในระบบนิเวศของคริปโตโดยรวมเช่นเดียวกับหากว่า Ethereum กลายเป็นบล็อคเชนสากล (มีการใช้งานโดยทั่วไป)”

“หากเลเยอร์ 2 ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมได้มากขึ้นโดยการทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลง, ทำธุรกรรมได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นผลกระทบในด้านลบต่อการทำเงินในเบื้องต้นอาจเบาบางลงได้ด้วยกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นบนเครือข่ายในที่สุด”

ที่มา : DailyHodl

miningpro-may-768x90