<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

คริปโตเคอร์เรนซี และ โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

bitkub-2022-769x90

The Merge เสร็จสมบูรณ์แล้ว ! Ethereum เปิดใช้งาน Proof of Stake อย่างเป็นทางการ

bitkub-2022-768x90

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

เครือข่าย Ethereum ได้เปิดใช้งาน The Merge เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว และขณะนี้ธุรกรรมกำลังดำเนินการภายใต้ระบบฉันทามติแบบ Proof of Stake

การอัปเกรด Merge เป็นการเปิดใช้งานตามค่าความยาก Total Terminal (TTD) ที่ตกลงกันบนเชน ในระบบฉันทามติ Proof of work ของ Ethereum เมื่อเวลา 6.44 น. UTC (เวลาโลก) ของวันนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ TTD นั้นเป็นค่าชี้วัดว่าการสร้างบล็อกสำหรับธุรกรรมนั้นยากเพียงใด และสิ่งนี้จะดำเนินไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป

การอัปเกรดรอบแรกสิ้นสุดเวลาเมื่อ 6.59 น.UTC  นี่คือการพัฒนาหลักที่นักพัฒนาหลักเฝ้าสังเกต เพื่อดูว่าว่าการอัพเกรดเป็นไปตามแผนหรือไม่

bitazza-may-768x90

“และเราก็ได้ข้อสรุปแล้ว! การอัปเกรด The Merge ผ่านไปได้อย่างดี และมันคือช่วงเวลาแห่งความสุข นี่เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับระบบนิเวศของ Ethereum ทุกคนที่ช่วยกันทำให้ The Merge เกิดขึ้นควรรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากในวันนี้” Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum กล่าวบน Twitter

The Merge เป็นการอัปเกรดที่มีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2020 และเป็นเฟสสุดท้ายในการเปลี่ยนไปใช้ Proof of Stake โดย The Merge จะช่วยเปลี่ยนอัลกอริทึ่มจากการขุดโดยใช้พลังประมวลผลเพื่อสร้างบล็อกและได้รับรางวัล ไปเป็นการตรวจสอบความถูกต้องแทน ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีสภาพแวดล้อมในแบบการแข่งขันสำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามการเปิดตัว Beacon Chain ในปี 2020 ถือเป็นก้าวแรกของการอัปเกรด The Merge ซึ่งนักพัฒนา Ethereum ต้องการแบ่ง The Merge ออกเป็นสองเฟส โดยให้เวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการทดสอบการอัปเกรดก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น Proof of Stake

และแน่นอนว่าการอัปเกรดนี้ ช่วยลดการใช้พลังงานของเครือข่าย Ethereum ได้มากกว่า 99% ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ Ethereum เป็นไปตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ที่เป็นกังวลในด้านของ กฎระเบียบที่ห้ามไม่ให้ธุรกิจเข้าร่วมในภาคใหม่ อย่างด้าน DeFi และ NFT

ข้อกังวลนั้นได้เป็นปัญหาในช่วงที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในเรื่องของก๊าซคาร์บอน ของบล็อคเชน ในระบบฉันทามติแบบ Proof of Work ซึ่งตามข้อมูลของ ultrasound.money นั้น พบว่า การอัปเกรดนี้จะช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิต ETH ลงได้ประมาณ 90% 

ทั้งนี้นักพัฒนา Ethereum จะมุ่งเน้นไปที่การขยายความสามารถในการปรับขนาดของ blockchain ผ่านกระบวนการ Rollups ซึ่ง Rollups นี้เองที่หลายคนมักเรียกกันว่า เครือข่ายเลเยอร์ 2 โดยจะทำธุรกรรมบนเครือข่ายของตนเองก่อนที่จะนำมาบันทึกบนเครือข่าย Ethereum 

และด้วยกระบวนนี้จะช่วยให้เครือข่ายเลเยอร์ 2 สามารถดำเนินการธุรกรรมที่ถูกกว่าและเร็วกว่าอย่างมากมาย ในขณะที่ยังคงได้รับประโยชน์จากความปลอดภัยของ Ethereum

ที่มา : theblock

miningpro-may-768x90