<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

ย้อนรอย 5 เหตุการณ์วัน “Black Thursday” ในประวัติศาสตร์ของวงการ Crypto

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ในวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1929 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “วัน Black Thursday” ถือเป็นวันที่นักลงทุนต้องจดจำไปตลอดกาล เมื่อนักลงทุนของ Wall Street ได้เผชิญหน้ากับตลาดหุ้นที่ร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 11% และยังคงร่วงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประเทศก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกินเวลานานนับ 10 ปี

เนื่องจากในปี 2022 นี้ราคาของเหรียญคริปโตในตลาดนั้นดูไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่าง Bitcoin ที่ตั้งแต่เครือข่าย Terra ล่มสลายราคาก็ร่วงลงมาไม่เป็นท่า จนถึงขนาดทำให้ดัชนีความโลภและความกลัว พุ่งไปอยู่ที่คะแนน ‘กลัวสุดขีด’ เป็นเวลายาวนาน 

ทั้งนี้เราก็จะมาพาย้อนไปดู 5 เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ตั้งแต่มีตลาดคริปโตมา จนถึงปัจจุบันเหตุการณ์ไหนบ้างที่มีผลต่อตลาดคริปโตบ้าง

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

มิถุนายน 2011: ‘Mt.Gox’

ในเดือนมิถุนายนของปี 2011 หากใครยังจำได้ ตลาดคริปโตที่เผชิญหน้ากับโจมตีครั้งใหญ่  ซึ่งนักลงทุนหลายคนถึงขั้นหมดศรัทธาในตลาดคริปโตไปตาม ๆ กัน

ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นเมื่อกระดานเทรดคริปโตตัวแรกของโลกอย่าง Mt. Gox ถูกแฮ็กและถูกกวาดเงินไปกว่า 70% ของธุรกรรมทั้งหมด ซึ่ง bitcoin ทั้งหมดถูกแฮ็ก และต่อมาในที่สุด Mt. Gox ก็ถูกฟ้องล้มละลายในปี 2014 หลังจากสูญเสีย bitcoin ของลูกค้าไปเกือบ 750,000 BTC

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่และทำให้ราคาของ Bitcoin ร่วงไปอยู่ที่ประมาณ 2 ดอลลาร์  ก่อนจะปิดปีราคารายปี 2011 ไปด้วยราคา 5 ดอลลาร์เท่านั้น

ธันวาคม 2013: ข่าว FUD ของจีน

ต่อจากเรื่องราวการแฮ็กเว็บเทรดคริปโต Mt.Gox ใน 2 ปีถัดมา ผู้คนจำนวนมากขึ้นก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมคริปโตมากขึ้น โดยมี Kevin O’Leary หนึ่งมหาเศรษฐีจากรายการ Shark Tank อธิบายว่า bitcoin เป็นที่หลบภัยสำหรับผู้ที่ไม่ไว้วางใจสกุลเงินอื่น ๆและราคาของมัน “จะไปต่อในอนาคตข้างหน้า”

ทางด้าน Michael Saylor ซึ่งเป็น CEO ของผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ MicroStrategy กล่าวบนทวีตเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2013: “#Bitcoin นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงเรื่องของเวลา ก่อนที่มันจะประสบชะตากรรมเดียวกันกับการพนันออนไลน์” Saylor คนเดียวกับตอนนี้ที่เชิดชู Bitcoin นั่นแหละ

และนอกจากนั้นปี 2013 ยังเป็นปีที่จีนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ bitcoin เป็นครั้งแรก โดยธนาคารกลางจีนได้ออกคำเตือนไม่ให้ใช้ bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาของ bitcoin ลดร่วงลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 1,200 ดอลลาร์ลดต่ำลงกว่าราคา 600 ดอลลาร์

Edward Moya นักวิเคราะห์อาวุโสของนายหน้าซื้อขายเงินตราต่างประเทศ Oanda กล่าวว่า เขาเริ่มได้ยินเกี่ยวกับ bitcoin หนาหูมากขึ้น ในช่วงปี 2014 เมื่อมีการซื้อขายในช่วงนั้น

“ผมคิดว่าโดยพื้นฐานแล้ว Bitcoin มันสูญเสียมูลค่าของมันไปครึ่งหนึ่ง และก็มีพวกคนเหล่านี้บอกว่าราคาจะไปถึง $100,000 และมันยิ่งสูงขึ้นไปอีกเพราะธนาคารกลางทั่วโลกกำลังประมาท และนี่คือวิธีที่ผมใช้ควบคุมสิ่งที่ผมเป็นเจ้าของ” เขากล่าว . “ผมอึ้งไปเลย”

ความจริงที่ว่าราคา bitcoin นั้นร่วงลงอย่างต่อเนื่องเพียงแค่เพิ่มความน่าดึงดูดใจ “เห็นได้ชัดว่านักลงทุนประเภทไหนสนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้” 

ธันวาคม 2017: วิกฤตการณ์ล่มสลายของตลาดคริปโต

หากดูราคาปัจจุบันของ bitcoin เทียบกับราคาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลายคนอาจบอกว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ปี 2017 เมื่อมูลค่าของ bitcoin สูงถึง 20,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก นักเทรดต่างรู้สึกประหลาดใจ – และนักเทรดที่ซื้อเหรียญคริปโตตั้งแต่ช่วงแรกก็กลายเป็นคนที่ร่ำรวยขึ้นมาชั่วข้ามคืน

แต่แค่ 12 วันต่อมาเท่านั้น ราคาของเหรียญ Bitcoin ก็ได้ร่วงลดลงไปอยู่ในระดับราคาที่ $12,840 และครั้งนี้ไม่ใช่แค่ bitcoin ที่ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาด เหรียญคริปโตตัวอื่น ๆ อย่าง Ethereum (ETH) และ BCH ของ Bitcoin Cash ก็สูญเสียมูลค่าอย่างมากเช่นกัน

มีนาคม 2020: การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19

ปี 2020 ถือเป็นปีแห่งวิกฤตโรคระบาด ที่ทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดี COVID-19 ที่ได้มีการระบาดครั้งใหญ่ไปทั่วโลกแน่นอนว่า เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกพังยับเยิน

จากวิกฤตโนรคระบาดส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลดลงกว่า 13% ในวันที่ 16 มีนาคม จนนักลงทุนต่างได้ขนานนามวันนี้ว่าเป็น “Black Monday” เนื่องจากผลกระทบร้ายแรงจากโรคระบาดร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความผิดพลาดในสินทรัพย์ crypto ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

Bitcoin มีมูลค่าร่วงลดลง 57% สู่จุดต่ำสุดที่ 3,867 ดอลลาร์ หลังจากมีราคาซื้อขายใกล้ระดับ 10,000 ดอลลาร์ในช่วงเดือนก่อนหน้า ส่วน Ethereum นั้นซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ตามมูลค่าตลาดรองจาก bitcoin มีมูลค่าลดลง 46% ในสัปดาห์นั้น

อย่างไรก็ตามการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้ ได้ช่วยให้คริปโตได้รับความสนใจในกระแสหลักมากขึ้น เพราะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ธนาคารและบริษัทการลงทุนใน Wall Street ซึ่งรวมถึง BlackRock , AllianceBernstein, Morgan Stanley และ Tudor Investment ก็ได้เริ่มหันมาซื้อ bitcoin มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ 

ด้าน PayPal ก็ได้ออกมาประกาศว่า จะอนุญาตให้ลูกค้า 346 ล้านคนถือ bitcoin ด้าน Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ผู้ไม่เคยยอมรับ Bitcoin มานานเองก็กล่าวว่า cryptocurrency มีราคา “สูงเกินไป”

จนในที่สุดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2020 ราคา bitcoin ก็พุ่งทะลุ $20,000 ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลก่อนหน้านี้และพุ่งแตะระดับ $29,374 ภายในช่วงสิ้นปี 2020

พฤษภาคม 2022: การล่มสลายของเครือข่าย Terra

หลังจากปี 2021 ซึ่งเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรม crypto แต่ไม่นานก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น

อย่างแรกเลยคือ การล่มสลายของ Terra ซึ่งเป็นบล็อกเชนของเหรียญ Stablecoin (UST) ที่เชื่อมโยงอยู่กับเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ เหรียญ UST ควรจะ peg มูลค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์ แต่ราคากลับไม่ได้ถูก Peg – และหลังจากนั้น นักเทรดก็สูญเสียความมั่นใจในเหรียญ LUNA สกุลเงินดิจิทัลดั้งเดิมของบล็อคเชน จึงพากันเทขายจนทำให้ราคาจะร่วงลงไปมากถึง 99% ในเวลาต่อมา

นอกจากนั้นแล้วนโยบายของธนาคารกลาง รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ ยังส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ล่ามไปถึงตลาดหุ้นและตลาดสกุลเงินดิจิทัล

เท่านั้นยังไม่พอ บริษัท Three Arrows Capital ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกองทุนป้องกันความเสี่ยงคริปโตที่ฉลาดที่สุดก็ได้ยื่นล้มละลาย และ แพลตฟอร์มให้กู้ยืมสินทรัพย์คริปโตชื่อดังอย่าง Celsius เองก็เช่นกันโดยได้ระงับการถอนของผู้ใช้งาน และยื่นล้มละลายในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม Bitcoin สูญเสียได้เสียมูลค่าไปเกือบ 37% ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ซึ่งราคาก็ได้ลดลงจาก 32,000 ดอลลาร์เหลือต่ำกว่า 18,000 ดอลลาร์ ส่วนมูลค่าของ Ethereum ลดลงกว่า 44%

ที่มา : coindesk