<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

หากอินเทอร์เน็ตทั่วโลกดับลง Crypto จะปลอดภัยหรือไม่ สิ่งนี้มีคำตอบ

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

แม้ว่าปัญหาด้านความปลอดภัยจะยังเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในอุตสาหกรรม cryptocurrency แต่ปัญหาด้านอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่พบในสหภาพยุโรปเมื่อเร็ว ๆ นี้จะกลายเป็นภัยคุกคามคริปโตหรือไม่ก็ยังไม่มีใครทราบชัดเจน

อันที่จริงเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2022 หลายพื้นที่ในยุโรป อเมริกา และเอเชียประสบปัญหาด้านอินเทอร์เน็ตอย่างมากเนื่องจากสายเคเบิลใต้ทะเลหลายสายถูกตัดทำให้เกิดปัญหาด้านการเชื่อมต่อทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศส อิตาลี และสเปนก็เผชิญหน้ากับภาวะไฟฟ้าดับครั้งใหญ่

Jay Chaudhary CEO ของ Zscaler ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ของอเมริกาได้กลายเป็นตัวแทนที่ถูกคนทั่วโลกตำหนิจากเหตุการณ์สายเคเบิลใต้ทะเลถูกตัดซึ่งทำให้เกิด packet data losses หรือ latency ที่สูงบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างดีที่สุดแต่ก็ยังไม่สามารถหาผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

ทั้งนี้เมื่อ 2-3 วันก่อนได้มีการลักลอบตัดสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตรอบ ๆ สหราชอาณาจักร โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมสายเคเบิลใต้น้ำถูกเฉือนใกล้กับชายฝั่งทางเหนือของสกอตแลนด์ แม้ว่าจะมีการเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ตามแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันเรื่องดังกล่าว

จากที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นทำให้นักพัฒนาด้านความปลอดภัยเป็นกังวลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้อาจส่งผลกระทบต่อ cryptocurrency มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวกับด้านความปลอดภัยและความยืดหยุ่นของเครือข่าย

ปัญหาอินเทอร์เน็ตและผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัล

เพื่อทำความเข้าใจว่าปัญหาทางอินเทอร์เน็ตสามารถส่งผลกระทบต่อ cryptocurrencies ได้อย่างไร จึงได้มีการสัมภาษณ์ Nikolay Angelov หัวหน้าฝ่ายบล็อกเชนสถาบันสินเชื่อสกุลเงินดิจิทัลชื่อดังที่มีชื่อว่า Nexo โดยเขาได้กล่าวว่า

“ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของสายเคเบิลเมื่อเร็ว ๆ นี้ คิดเป็น Bitcoin Node มากกว่า 3% ทั่วโลกและ Ethereum Node Validator น้อยกว่า 3% ซึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่สามารถส่งผลกระทบที่ยั่งยืนต่อคริปโตเคอเรนซี เนื่องจากธุรกรรมบล็อคเชนยังคงสามารถตรวจสอบได้โดยโหนดอื่น ๆ ที่ทำงานอยู่”

หรือสิ่งนี้กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือเกือบทุก Bitcoin Node จะต้องสูญเสียการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อให้ Bitcoin ล่มและสิ่งนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

ทั้งนี้ Nukri Basharuli CEO ของ SuperProtocol ได้ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมว่าแอปพลิเคชั่นที่โฮสต์บนเครือข่ายแบบกระจายอำนาจพร้อมกับผู้ใช้จะไม่สังเกตด้วยซ้ำว่าบางโหนดของพวกเขาออฟไลน์หรือไม่

ไม่มีความกังวลมากนัก

Daniel Nagy หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และรองประธานของ Swarm Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังระบบจัดเก็บข้อมูลและการสื่อสารแบบกระจายศูนย์ของ Swarm กล่าวว่า

“เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากบล็อกเชนที่มีความหนาแน่นในการทำธุรกรรมสูงเท่านั้น เช่น Solana เนื่องจากเครือข่ายส่วนใหญ่ที่ต่ำกว่า 100 TPS มีความซ้ำซ้อนมากพอที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียสายเคเบิลเพียงเส้นเดียวในโครงสร้างพื้นฐานของแกนหลักอินเทอร์เน็ต” 

ทั้งนี้สิ่งที่ Daniel ต้องการจะสื่อก็คือพวกเราอยู่ในยุคที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลอาจกลายเป็นอดีตไปแล้ว

ผลกระทบด้านความปลอดภัย

Herbert Sim ที่ปรึกษาของ Solidus AI Tec ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ออกมาเปิดเผยว่าว่าวิธีเดียวที่การหยุดทำงานครั้งใหญ่สามารถส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลได้ก็คือถ้าคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่ประกอบเป็นเครือข่ายได้รับผลกระทบในเวลาเดียวกัน 

“บล็อคเชนรายใหญ่มีผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก เครือข่ายจะหยุดทำงานได้หากมีผลกระทบกับคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องในส่วนต่าง ๆ ของโลกพร้อมกัน แต่จะไม่มีโอกาสส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัล”

อนาคตของคริปโตและบล็อกเชน

แง่มุมที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อคเชนคือการแก้ไขข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดบางประการของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเดิมซึ่งก็คือการขาดการกระจายอำนาจ 

ตราบใดที่เรายังคงมีพลังของเครือข่ายต่างๆ รวมอยู่ในคอมพิวเตอร์สองสามเครื่อง เมื่อมีการหยุดทำงานก็จะส่งผลต่อเครือข่ายเหล่านั้นเสมอ แต่บล็อกเชนถูกแจกจ่ายไปยังคอมพิวเตอร์จำนวนมากทั่วโลก จึงไม่สามารถรับมันได้ นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่ค่อยได้ยินว่าบล็อกเชนล่มสลาย

อย่างไรก็ตามในขณะที่เรามุ่งหน้าไปสู่อนาคตที่อาจได้รับผลกระทบจากการหยุดทำงานของอินเทอร์เน็ตและปัญหาอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงควรมีนักพัฒนาจำนวนมากที่ต้องทำความเข้าใจถึงศักยภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยี บล็อกเชน