<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

[เปิดประวัติ] เส้นทางเศรษฐีหมื่นล้านของ Sam Bankman-Fried ชายวัย 29 ปีที่ร่ำรวยอู้ฟู่จากตลาด Crypto

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ร่ำรวยอย่างรวดเร็วจาก Crypto แต่มีเพียงไม่กี่คนที่จะรวยเร็วเท่าชายคนนี้ Sam Bankman-Fried (SBF) หรือ SBF หนึ่งในคนที่ร่ำรวย Crypto มากที่สุดในโลกจากการก่อตั้งธุรกิจเว็บเทรด FTX และบริษัท Alameda Research ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจะพังทลายลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่มีสักกี่คนกันที่จะรู้ว่าเขาขับรถ Corolla นอนบนบีนแบ็ก และเขายีงมีแนวคิดเหมือนโรบินฮู้ดที่จะแจกเงินให้กับผู้คนที่ยากจนอีกด้วย

ในวันนี้ ทางสยามบล็อกเชนจึงอยากจะมาพาเพื่อน ๆ ไปย้อนดูกันว่าผู้ที่เคยได้ชื่อ ‘มหาเศรษฐี Crypto’ อย่าง SBF ทำอย่างไรถึงสามารถสร้างเว็บเทรดและบริษัทกองทุน Crypto ระดับโลกขึ้นมาได้

การก่อตั้งบริษัทหลังจากทำงานได้แค่ 3 ปี

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

SBF จบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยี Massachusetts (MIT) ด้วยปริญญาฟิสิกส์ และแม้ว่าเขาจะเลือกเรียนในสาขาที่ใคร ๆ มองว่ายากมาก แต่ SBF ก็ได้บอกตามตรงว่าเขามักใช้เวลาไปกับการเล่นวีดิโอเกม

หลังจากเรียนจบ เขาได้งานที่ ‘Jane Street’ บริษัทการค้าใน Wall Street เมื่อปี 2014 และใน 3 ปีต่อมา เขาก็สามารถก่อตั้งบริษัทกองทุนคริปโต ‘Alameda Research’ ซึ่งบริษัทนี้ก็สามารถทำเงินได้อย่างมหาศาลโดยใช้ประโยชน์จากความคลาดเคลื่อนของราคาในตลาดโลก

เริ่มสร้างเว็บเทรด FTX เพราะ “เว็บเทรดที่มีอยู่มันแย่จริง ๆ”

ต่อมาในปี 2018 เขาได้ตระหนักว่าเว็บเทรด Crypto ที่มีอยู่นั้นไม่ค่อยดีนัก กระดานเทรดทุกแห่งมีแต่ข้อผิดพลาด ความไม่ปลอดภัย และไม่มีการสนับสนุนลูกค้าเลย SBF อธิบายว่า “คุณรู้สึกว่าระบบเหล่านี้เป็นศูนย์กลาง สำคัญ และมีคุณค่า แต่ตอนนี้มันแย่จริง ๆ และเราสามารถทำได้ดีกว่านี้”

Gary Wang ผู้สำเร็จการศึกษาจาก MIT และอดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Google ได้เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจแนวคิดของ SBF และร่วมมือกันใช้ความรู้ด้านเทคนิคเพื่อการสร้างเว็บเทรด FTX แต่เมื่อมีคนถามพวกเขาว่าจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้หรือไม่? SBF ก็ตอบกลับไปว่า “ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก แต่ดีที่สุดที่ผมคิดว่าเราสามารถทำได้ก็คือราว ๆ 20%”

แต่ดูเหมือนว่า SBF จะไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดีอย่างที่เขากล่าวไว้ เนื่องจากลูกค้าทยอยมาที่ FTX เรื่อย ๆ จากนั้นผู้คนก็เริ่มพูดถึงเว็บเทรดใหม่บนโซเชียลมีเดียและบอกต่อเพื่อน ๆ ของพวกเขา จนกระทั่งในปี 2021 FTX มีผู้ใช้ 5 ล้านคนภายในสิ้นปี และปริมาณซื้อขายรายวันก็พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว โดยอยู่ที่ 60,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม

ทำไม FTX ถึงเคยเป็นเว็บเทรดชั้นนำระดับโลก?

“เราจะทำทุกอย่างที่คิดว่าใช่สำหรับบริษัท” SBF กล่าวเมื่อต้นปี 2022

จากพนักงานสี่คนในช่วงเริ่มต้น FTX มีพนักงานประมาณ 250 คนเมื่อช่วงต้นปีนี้ แต่ในทางตรงกันข้าม Deutsche Bank ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่า FTX ถึง 4 พันล้านดอลลาร์กลับมีพนักงานมากกว่า 80,000 คน

“ส่วนสำคัญของความสำเร็จของ FTX คือการที่แพลตฟอร์มมีปัญหาน้อยมาก” SBF อธิบาย “ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีนโยบายที่จะอนุญาตให้นักเทรดมีบัญชีหนึ่งบัญชีโดยที่ยอดคงเหลือของมาร์จิ้นจะหักล้างกัน แทนที่จะเป็นบัญชีมาร์จิ้นจำนวนมาก”

โดยพื้นฐานแล้ว FTX มีอัตราส่วนผู้ใช้ระหว่างนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันคือ 50:50 อย่างไรก็ตาม สถาบันต่าง ๆ เช่น บริษัทการค้า กองทุนป้องกันความเสี่ยง และสำนักงานต่าง ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบประมาณ 80% ของรายได้และปริมาณการซื้อขาย ดังนั้นจึงแตกต่างอย่างมากกับเว็บเทรดที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ อย่าง Coinbase ซึ่งได้รับรายได้ส่วนใหญ่จากผู้ค้าปลีก

แม้ว่าปัจจัยสำคัญในการก้าวเป็นผู้นำกระดานเทรดของโลก คือการที่ FTX เชี่ยวชาญด้านอนุพันธ์ Crypto ที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ในฐานะศูนย์กลางของแพลตฟอร์มที่มีกิจกรรมการซื้อขายบนความเสี่ยงสูง FTX จึงอยู่ในสายตาของหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ออกกฎหมายมาโดยตลอด

ในเวลาเพียง 3 ปีหลังจากก่อตั้ง FTX มีมูลค่าตลาดที่มากกว่า Twitter, Nasdaq และ Deutsche Bank ของเยอรมนีซะอีก

ปิดฉากตำนานของผู้ที่เคยร่ำรวยที่สุดในโลก Crypto

รากฐานของความมั่งคั่งของ SBF คือ แพลตฟอร์มกระดานเทรด FTX ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และบริษัท Alameda Research แต่ไม่หลังจากนั้น หนึ่งในเว็บเทรดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องเผชิญกับสภาวะตลาดหมีครั้งใหญ่ในปี 2022 จนนำไปสู่การลาออกของเหล่าผู้บริหาร และข่าวฉาวที่สะเทือนอุตสาหกรรม Crypto อย่างการเสกเหรียญ FTT ขึ้นมาจากกลีบเมฆ

ยิ่งไปกว่านั้น การเทขายเหรียญ FTT ของมหาเศรษฐีอีกรายอย่าง CZ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งบีบบังคับให้ SBF ตัดสินใจขายเว็บเทรดที่เขาทุ่มเทสร้างขึ้นมาให้กับ Binance และสิ่งนี้ก็ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวอย่างมหาศาลให้กับเหล่านักเทรดคริปโตในตลาด

แม้ว่าในเวลาต่อมา Binance จะตัดสินใจอย่างเป็นทางการที่จะไม่ซื้อกิจการ FTX อีกต่อไปหลังจากตรวจสอบสถานะทางการเงิน แต่ความเสียหายที่ FTX และ Alameda ได้รับจากเรื่องราวในครั้งนี้ก็มากมายมหาศาลเสียจนทำให้ผู้ก่อตั้งอย่าง SBF ไม่สามารถเป็นเศรษฐีได้อีกต่อไป

ที่มา: finance.yahoo, bloomberg