<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

คุณโก อดีตผู้ก่อตั้งกระดานเทรด CoinAsset ออกมาเล่าประสบการณ์การล่มสลายของ Exchange ที่อาจคล้าย FTX

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

เมื่อไม่นานมานี้คุณโก ศิวนัส ยามดี อดีตผู้ก่อตั้งกระดานเทรด CoinAsset รายที่ 3 ของประเทศไทยได้ออกมาเล่าประสบการณ์การล่มสลายของกระดานเทรดจากเหตุสภาพคล่องทางการเงินที่ดูคล้ายกับสิ่งที่ FTX กระดานเทรดชั้นนำระดับโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่

หากใครที่อยู่ในวงการคริปโตก่อนปี 2019 เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกับ CoinAsset Exchange อย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นกระดานเทรดที่ก่อตั้งในปี 2017 ก่อนจะมี พ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งได้เข้าสู่ตลาดให้นักลงทุนชาวไทยได้ซื้อขายในปี 2018 ก่อนที่จะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี 2019 เนื่องจากเหตุขาดสภาพคล่องทางการเงิน

เหตุการณ์ล่มสลายของ CoinAsset

ทั้งนี้คุณโก ศิวนัส ยามดี ได้ออกมาเล่าประสบการณ์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

“ย้อนกลับไปในตอนนั้นปี 2017 ประเทศไทยมีกระดานเทรดเจ้าเดียวคือ BX และดีลเลอร์สำคัญอย่าง Coins TH ช่วงนั้นตลาดคริปโตกำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ (เริ่มต้น) ซึ่งผมเองก็เป็นลูกค้าของ BX และ Coins TH ใช้บริการค่อนข้างบ่อย พอตลาดคริปโตเริ่มบูมมากขึ้นบวกกับ User ที่เยอะขึ้นการฝาก-ถอนเงินก็เริ่มช้า ตอนนั้นผมคิดว่าทำไมไม่ทำระบบให้มันทันสมัยหน่อยหรือไวขึ้นก็ยังดี จนรกะทั่งเป็นที่มาของการก่อตั้งกระดานเทรด CoinAsset”

“ตอนนั้นจำได้อายุ 23 ปี ได้ชวนรุ่นพี่มาทำ ซึ่งตอนนั้นบอกตามตรงไม่มีประสบการณ์บริหารบริษัทหรือทำ Startup มาก่อน รู้แค่มี Passion อยากทำ Exchange มาก หลังจากฟอร์มทีมเสร็จก็ซุ่มทำพัฒนาระบบกันมา 1 ปี (ทำไปด้วย หาทุนไปด้วย) แนวคิดการพัฒนาคือ Easy Friendly ออกแบบให้สวยและใช้งานง่าย ตอนนั้นคิดในใจเปิดตัวมาคนต้องแห่ย้ายจาก BX มาใช้ที่เราแน่ ๆ เลย”

หากใครยังจำได้ในขณะนั้นได้มีการเปิดตัวกระดานเทรดคู่แข่งเจ้าดังในปัจจุบัน 2 เจ้าเช่นเดียวกันได้แก่ TDAX ซึ่งตอนนี้ใช้ชื่อ Stang Pro และ Bitkub ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีกเจ้าที่ฟอร์มดีสุด ๆ 

“จำได้ TDAX เปิดก่อนเรา 2 เดือนและเป็นที่ฮือฮามาก ตอนนั้นเอาจริง ๆ อยู่ไม่เป็นสุขเลยเหมือนโดนตัดหน้า พอเปิดตัว CoinAsset (สรุปได้เป็นเจ้าที่ 3) สิ่งที่เจอคือไม่มีคนมาใช้แพลตฟอร์มเราเลย ไม่เป็นไปตามคาด แถมได้รับฉายาว่า Exchange ป่าช้า (ไม่มีคนใช้)”

“ตอนนั้นก็สู้เต็มที่นะคิดตลอดทำไงจะมีลูกค้ามาใช้ พอดีเห็นข่าว TDAX จะไม่ List เหรียญ JFIN ที่พึ่งทำ ICO จบไป เลยเห็นโอกาสจึงได้ประกาศ List เหรียญ JFIN ซึ่งนี่ละคือจุดเปลี่ยน เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา และแน่นอน ได้ 7,000 users ”

“ผ่านไป 1 ปี CoinAsset กลายเป็น Exchange น้องใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรง โดยการทำ Community บน Telegram และ เปิดตัว Feature ใหม่ที่ถือว่าเรียกความสนใจได้เยอะเลยคือ QR Payment สำหรับฝากเงินเข้า (สมัยนั้นทุก exchange จะฝากเงินเข้าต้องโอนเงินแล้วแนบสลิป)”

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

หลังจากผ่านไปได้ประมาณ 1 ปีกว่า ตอนนั้นประเทศไทยได้ประกาศใช้งาน พรก. สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งทำให้ทุกบริษัทและกระดานเทรดจำเป็นต้องขอ Lisense เพื่อเปิดใช้งานกระดานเทรดต่อไป

“ถึงเวลา Apply License สุดท้ายเราไม่ได้ไปต่อเนื่องจากเกิดปัญหาภายในขึ้น โดย ก.ล.ต. ประกาศว่า CoinAsset ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตต้องหยุดให้บริการแล้วคืนสินทรัพย์ให้ลูกค้าและนี่คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของ CoinAsset Exchange”

การขาดสภาพคล่องทางการเงินได้กลายเป็นปัญหาขนาดใหญ่ให้กับองค์กรที่มีวิธีการจัดการสภาพการเงินที่ไม่ดี ซึ่งทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนสำหรับชำระหนี้สินจนท้ายที่สุดได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการล้มละลาย

“ตามทีเงินสดในบริษัทเรามีแต่พอเจอปัญหาเหล่านี้สิ่งที่เราเลือกจะทำคือใช้เงินทุนของบริษัทเข้าไปซื้อเหรียญเพื่อคืนเข้าไปแทนจุดที่ถูกแฮคหรือจ่ายเกิดซ้ำออกไป ทำอยู่แบบนี้หลายครั้ง และหวังว่าพอเราได้ใบอนุญาตค่อยเปิดระดมทุนเอาน่าจะพอไปได้ ทำไปทำมาเงินทุนบริษัทที่ต้องเอาไปอุดช่องโหว่จนมันเริ่มหมด และมาถึงจุดที่ไม่มีเงินสดไว้จ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าเช่า จนกระทั่งท้ายที่สุดแล้วก็พบกับความจริงว่าตอนนี้บริษัทของเราติดลบอยู่ประมานเกือบๆ 40 ล้านบาท”

โกหกว่ายังโอเค

“ข่าวลือต่างๆนาๆตามมา เหล่าแฟนคลับเริ่ม tag ผมให้ออกมาตอบว่าทำไมถอนเงินไม่ออก สิ่งที่ผมเลือกจะทำคือ โกหกไปว่าเรายังโอเค”

เมื่อไม่นานมานี้ Sam Bankman-Fried (SBF) CEO ของ FTX กระดานเทรดชั้นนำระดับโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์การขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนักได้ออกมาทวีตคำพูดที่คล้ายคลึงกันโดยบอกว่า “่สินทรัพย์ของลูกค้ายังปลอดภัยดี” ก่อนที่จะลบทิ้งในที่สุด

ทั้งนี้คุณโกได้อธิบายสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมว่า 

“ตอนนั้นเริ่มเอาเงินส่วนตัวที่มีเข้ามาเติมในบริษัทเพื่อให้ลูกค้าถอนเงินออกได้ ทำอยู่แบบนั้นได้ 5-6วัน เงินที่ตัวเองมีก็หมด เริ่มโทรหานายทุนเพื่อขอยืมเงินสดก็ได้มา 5-6 ล้าน เอาบางส่วนไปซื้อเหรียญจาก BX มาเติมใน Hot wallet เพื่อลูกค้าทะยอยถอนจุดสุดท้ายไม่มีเงินไหนมาเติมแล้ว ข่าวลืมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ และ ระเบิดเวลาก็ทำงาน ผมตัดสินใจเรียกผู้ถือหุ้นทุกคนในบริษัทเขามารับทราบถึงสภาพ และ ตัดสินใจแจ้งพนักงานทุกคนพร้อมน้ำตาว่า มันจบแล้ว เราไม่ได้ไปต่อ และผมไม่รู้จะทำยังไง”

หากใครยังจำได้เมื่อไม่นานมานี้ SBF ได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้และกล่าวขอโทษกับนักลงทุนทุกรายเช่นเดียวกัน

การล้มดีล MOU 

“การพยายามดิ้นรนครั้งสุดท้ายและคำแนะนำจากหลายๆคนที่เข้ามา ผมพยายามติดต่อไปหา นลท ต่างประเทศเพื่อขอเงินทุนมาเคลียร์ปัญหานี้ ตอนนั้นก็มี Exchange จากเมืองนอกบางเจ้าติดต่อมาว่ายินดีเข้ามาช่วยเหลือ ผมดีใจมาก ช่วงนั้นดีลไปถึงขนาดทำ MOU กันแล้วนะ ถ้าสำเร็จจะไม่เพียงแค่แก้ปัญหาได้ แต่เราเหลือเงินอีกเยอะเลยเพื่อกลับมาสู้ต่อ แต่คุยกันได้ไม่นานเขาก็ขอยกเลิกดีลเนื่องจากกระแสของผมรุนแรงเกินไป ดูแล้วได้ไม่คุ้มเสีย และนี่ถือเป็นการล่มสลายโดยสมบูรณ์ของ CoinAsset”

เหตุการณ์ดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับ FTX เป็นอย่างมากเนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ Binance ได้ออกมาสัญญาว่าจะเข้าช่วยเหลือ FTX ก่อนที่จะถอนตัวออกไปก่อนการทำ Due Diligence เนื่องจากปัญหาการบริหารเงินทุนของลูกค้าที่ผิดพลาด

อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ตอนนี้ SBF เริ่มรู้ตัวแล้วว่าสู้ต่อไม่ไหวหลังจากได้ออกมาโพสขอโทษใน Twitter 

สิ่งที่แตกต่างกัน

คุณโก ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมระหว่างความแตกต่างของการล่มสลายของ CoinAsset และวิกฤติสภาพคล่องของ FTX

“ความแตกต่างของ 2 เรื่องนี้คือ FTX มีสิ่งมีค่ามากกว่า CoinAsset ทั้งนี้ SBF อาจจะขายสินทรัพย์ทั้งหมดแล้วได้เงินมา 3B เพื่อมาคืน แต่นี้จะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เขาจะมีเพราะหลังจากนี้เขาจะเจอกับหมายเรียกเช้าเย็นจนไม่มีเวลาไปหาเงินอีกแล้ว”

ทั้งนี้การล่มสลายของ FTX มันคือ Domino Effect เดี๋ยวเราจะเห็นอะไรอีกมากมายเพราะ “น้ำลดตอผุด”

NOT YOUR KEY NOT YOUR COIN

แม้ว่าคำนี้ดูเผิน ๆ จะเป็นคำที่ดูทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นคำที่ใช้ได้ดีกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระดานเทรดปิดการถอนเงินหรือปิดการให้บริการเนื่องจากนักลงทุนไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกรรมใด ๆ กับสินทรัพย์ของพวกเขาเองได้เลย

“คำนี้สังคมคริปโตไทยเคยใช้กันมา 1 ครั้งแล้วเมื่อปี 2019 วันนี้ได้กลับมาใช้ใหม่และผมอยากให้เป็นครั้งสุดท้ายครับ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นแม้แต่ตัวคนทำล่มสลายเอง เจ็บทุกฝ่ายครับ”

ทั้งนี้อาจารย์ตั๊ม พิริยะ ยังได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์การปิดถอนเงินของกระดานเทรด FTX โดยได้กล่าวเป็นคำพูดยอดฮิตเช่นเดียวกัน

ที่มา : Piriya Sambandaraksa

อย่างไรก็ตามการล่มสลายของ CoinAsset ได้กลายเป็นบทเรียนแก่นักลงทุนชาวไทยจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นมีความคล้ายคลึงกับวิกฤติสภาพคล่องทางการเงินของกระดานเทรด FTX เป็นอย่างมาก ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า SBF จะออกมาแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร

ที่มา : Go Sivanus Yamdee