<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

5 บทเรียนที่อุตสาหกรรม Crypto ต้องเผชิญ หลังจากการล่มสลายของ FTX

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

การล่มสลายของ FTX สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม Crypto เป็นอย่างมากและยากจะลบล้างไปได้ โดยบทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากการล่มสลายในครั้งนี้ ได้แก่

1. การล่มสลายของไอดอล Crypto ปลอมเปลือก

อุตสาหกรรม Crypto ถูกสร้างอยู่บนไอดอลปลอมจำนวนมาก ทั้ง Do Kwon ผู้ก่อตั้ง Terra Su Zhu CEO บริษัท Three Arrows Capital และ Alex Mashinsky ผู้ก่อตั้ง Celsius เป็นต้น

สำหรับ Sam Bankman-Fried นั้น เขาไม่มีข้อแก้ตัวในการทำให้บริษัทของเขาตกอยู่ในความวุ่นวาย เนื่องจากเขาได้โอบกอดและทำการเติมเต็มชื่อเสียงของเขาด้วยการนำตัวเองเข้าไปใน Billbord นอกจากนี้ การอธิบายเกี่ยวการล่มสลายของ FTX ของเขายังมีเหตุผลไม่ชัดเจนนัก เห็นได้จากทวีต “ความรู้สึก” ของเขาเกี่ยวกับ margin ของเหล่าผู้ใช้และค่าเลเวอเรจของ FTX

และยังมีความไม่ซื่อสัตย์ของเขาที่เขาได้กล่าวว่า Alameda ไม่ได้ล้มละลาย เพียงแค่ไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจาก Alameda ยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน

แต่หน่วยงานอื่นเองก็มีความผิดในการสนับสนุนการสร้างภาพพ่อพระชอง SBF ขึ้นมา สื่อ Crypto และสื่อหลักทำให้เขาโด่งดัง นอกจากนั้นเซเลปและนักกีฬาอย่าง Brady, Bundchen, Steph Curry, Naomi Osaka, และ Shohei Ohtani นำเสนอ FTX ต่อสาธารณะ แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่า FTX หลอกลวงและไม่จำเป็นต้องรับผิดทางกฎหมาย แต่พวกเขามีผลให้คนนำเงินเข้าไปยัง FTX 

เหล่านักการเมืองยินดีที่จะพา Sam Bankman-Fried ไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นมิตรกับอุตสาหกรรม Crypto และเหล่าผู้ชื่นชอบ Crypto แถมยังยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษด้วยซ้ำไป

หลังจากที่ SBF เข้าซื้อ BlockFi และ Voyager เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น “Atlas” และ “ผู้กอบกู้” แห่งวงการ Crypto ดังนั้น จงตั้งข้อสงสัยต่อเหล่าผู้กอบกู้วงการ Crypto เอาไว้ให้ดี

2. การพลิกผันของคู่แข่งทางธุรกิจ

Changpeng “CZ” Zhao ได้กลายมาเป็นผู้ชนะคู่แข่งทางธุรกิจกับ SBF ในช่วงปี 2020 และ 2021 ซึ่งข้อมูลของทั้ง CZ และ SBF พบว่าทั้งสองมีความเกี่ยวพันกันมากขึ้น โดย CZ ถูกมองว่าเป็นกบฎ สร้างความขุ่นเคืองให้แก่หน่วยงานรัฐด้วยการทำให้บริษัทของเขาไม่มีสำนักงานใหญ่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องทำตามกฎระเบียบของหน่วยงานทางกฎหมายใด 

ในขณะที่ SBF มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล เป็นเพื่อนกับ Maxine Waters โฆษกรัฐบาล และร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้าหน้าที่รัฐสภา SBF ถูกทำให้เป็นผู้นำ Crypto ออกมาสู่กระแสหลัก สร้างทางเชื่อมระหว่าง DeFi, Wall Street และรัฐบาลสหรัฐฯ

โดยท้ายที่สุด SBF ได้ตัดสินใจประกาศว่าดีลซื้อขายระหว่าง FTX และ Binance จะเกิดขึ้น ก่อนที่ภายหลัง CZ จะออกมาล้มดีลดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ว่า FTX นั้น “อยู่เหนือความสามารถของพวกเราที่จะช่วยเหลือได้”

3. ชัยชนะของเหล่าแฟนคลับ DeFi

เหล่าบรรดานักลงทุนในอุตสาหกรรม DeFi ได้กล่าวหลังการล่มสลายของ FTX ว่า “นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคุณนำ Crypto หากไปฝากกับกระดานเทรดรวมศูนย์” และชี้ให้เห็นว่า เครื่องมือของ DeFi ยังคงสามารถทำงานอย่างที่พวกมันควรจะเป็น

อย่างที่ Liam Kelly ผู้สนับสนุน DeFi จาก Decrypt ได้เขียนเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า แพลตฟอร์ม Crypto แบบกระจายอำนาจอย่าง Aave, Compound และ Uniswap ยังคงทำงานต่อไปผ่านการล่มสลายของเหล่ากระดานเทรดรวมศูนย์ 

หากคุณเชื่อมั่นที่จะฝากเงินทุนของคุณเอาไว้กับคนอื่น คุณก็ต้องเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพวกเขาต่อเงินของคุณด้วย อย่างการที่ SBF และคนที่ทำการบริหาร FTX ได้นำเงินเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์อื่นโดยตรง ทำให้เหล่าผู้สนับสนุน DeFi ยังคงได้รับโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าในการพูดว่า “พวกเราเตือนคุณแล้ว”

4. กระดานเทรด Crypto แบบรวมศูนย์ยังไม่ตาย

ปัญหาเดียวของ DeFi คือ DeFi ยังคงเข้าถึงยากสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ดังนั้น อย่าคิดว่านี่เป็นจุดจบของกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ ยังคงมี “คนธรรมดา” ที่ตัดสินใจซื้อ Crypto แต่ไม่ได้ซื้อบน Uniswap พวกเขาจะเลือกกระดานเทรดที่พวกเขาคิดว่าดูไว้ใจได้ และหากพวกเขาอยู่ในสหรัฐฯ พวกเขาจะเลือกใช้ Coinbase อย่างแน่นอน

แน่นอนว่า Coinbase ได้ใช้เหตุการณ์การล่มสลายของ FTX เป็นโอกาสทางการตลาดเพื่อชี้ให้เห็นว่า Coinbase ไม่มีโทเค็นของกระดานเทรดและไม่เคยเทรดด้วยเงินทุนของผู้ใช้บริการ 

นอกจากนั้นมีหลายคนที่เกลียด Coinbase จากการที่ Coinbase มีความเป็น Wall Street มากเกินไป แต่ Coinbase ยังคงเป็นบริษัทที่ใกล้เคียงกับคำว่าแบรนด์เนมที่สุดในวงการ Crypto และจากการที่ Coinbase ทำการเทรดแบบเปิดสาธารณะและก่อตั้งตั้งแต่ปี 2012 ทำให้ผู้คนยังคงใช้แพลตฟอร์มนี้อยู่

กระดานเทรด Crypto แบบรวมศูนย์จะยังไม่หายไปหลังจากการล่มสลายของ FTX วงการ DeFi และ CeFi ยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้น จาการที่มีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จากทั้งสองฝั่ง

5. อุตสาหกรรมได้รับผลร้ายมากกว่าผลดี

ผู้ที่มองโลกในแง่ดีกล่าวว่า การล่มสลายของ FTX ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม จากการที่เหตุการณ์นี้เป็นคัดเลือกโครงการที่ดีถึงจะสามารถอยู่รอด ในขณะที่ Daniel Roberts นักเขียนจาก Decrypt เชื่อว่าการล่มสลายของ FTX ส่งผลร้ายเป็นอย่างมากต่ออุตสาหกรรม Crypto

อย่างไรก็ดี เราไม่ควรมองการล่มสลายของบริษัทที่มีการบริหารย่ำแย่เป็นการล่มสลายของอุตสาหกรรม แต่เขาเชื่อว่า ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่อุตสาหกรรม Crypto จะฟื้นฟูภาพลักษณ์ขึ้นมาได้


ที่มา: Decrypt