<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
	<rss version="2.0" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:wp="http://wordpress.org/export/1.2/" xmlns:excerpt="http://wordpress.org/export/1.2/excerpt/"  >
		<channel>
		<title>Siam Blockchain</title>
        <description>ข่าวสารบิทคอยและคริปโตเคอเรนซีเพื่อคนไทย</description>
        <link>https://siamblockchain.com</link>
		<lastBuildDate>Wed, 13 May 2026 17:01:00 +0000</lastBuildDate>
					<item>
							<title><![CDATA[Fidelity จับมือ Chainlink นำข้อมูล NAV กองทุน $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน]]></title>
							<link><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/fidelity-international-chainlink-nav-tokenized-fund/]]></link>
							<pubDate>พุธ, 13 พ.ค. 2026 19:30:26 +0700</pubDate>
							<dc:creator>คุณเชน</dc:creator>
							<dc:identifier>224762</dc:identifier>
							<dc:modified>2026-05-13 19:30:51</dc:modified>
							<dc:created unix="1778700626">2026-05-13 19:30:26</dc:created>
							<guid isPermaLink="true"><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/fidelity-international-chainlink-nav-tokenized-fund/]]></guid><category>21</category>
							<description><![CDATA[Fidelity International จับมือ Chainlink และ Sygnum นำข้อมูล NAV กองทุน $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน ZKsync บน Ethereum เสริมความโปร่งใสสถาบัน]]></description><content:encoded><![CDATA[<!-- wp:details -->
<details class="wp-block-details"><summary>สรุปข่าว</summary><!-- wp:list -->
<ul class="wp-block-list"><!-- wp:list-item -->
<li>Fidelity International จับมือ Chainlink และ Sygnum นำข้อมูล NAV ของกองทุน Institutional Liquidity Fund มูลค่า $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน ในเดือนกรกฎาคม 2567</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>Chainlink ทำหน้าที่เป็น oracle รายงานและซิงค์ข้อมูล NAV แบบ real-time บน ZKsync ซึ่งเป็น Ethereum Layer-2 เพิ่มความโปร่งใสให้สถาบันการเงิน</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่เข้ามาใช้บล็อกเชน โดย Fidelity International ยังได้เปิดตัวกองทุนโทเคนบน Ethereum อีกหลายรายการในปี 2568</li>
<!-- /wp:list-item --></ul>
<!-- /wp:list -->
<!-- wp:paragraph -->
<p><strong>แนวโน้มผลกระทบต่อราคา</strong>&nbsp; <span class="sentiment-badge" style="display:inline-block;padding:3px 14px;border-radius:20px;font-weight:700;border:1.5px solid #2e7d32;background:#e8f5e9;color:#2e7d32;">Bullish</span></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph -->
<p>การที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Fidelity International เลือกใช้ Chainlink เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกองทุนโทเคนส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทั้ง LINK และ Ethereum ในฐานะแพลตฟอร์มหลัก กระแสการนำสินทรัพย์แบบดั้งเดิมขึ้นบล็อกเชนนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้งาน Ethereum ในระยะยาว</p>
<!-- /wp:paragraph --></details>
<!-- /wp:details -->

<!-- wp:paragraph -->
<p id="main-paragraph">ตามรายงานจาก <a href="https://twitter.com/Cointelegraph/status/2054535183450390896">Cointelegraph</a> Fidelity International บริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่า $8.6 แสนล้าน ได้ประกาศความร่วมมือกับ Chainlink และ Sygnum ธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก เพื่อนำข้อมูลมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ Institutional Liquidity Fund มูลค่า $6.9 พันล้านขึ้นบล็อกเชน ความร่วมมือนี้ประกาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 โดย Chainlink ทำหน้าที่เป็น oracle ในการรายงานและซิงค์ข้อมูล NAV แบบ real-time บน ZKsync ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer-2 บน Ethereum ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและให้นักลงทุนสถาบันเข้าถึงข้อมูลย้อนหลังได้ทันที นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมรายใหญ่เปิดรับโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนในการดำเนินงานจริง</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:embed {"url":"https://twitter.com/cointelegraph/status/2054535183450390896","type":"rich","providerNameSlug":"twitter","responsive":true} -->
<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://twitter.com/cointelegraph/status/2054535183450390896
</div></figure>
<!-- /wp:embed -->


<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">Chainlink กับบทบาท oracle สำหรับกองทุนสถาบัน</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ในความร่วมมือนี้ Sygnum ทำการโทเคนไนซ์เงินสำรองของบริษัท Matter Labs มูลค่า $50 ล้าน ซึ่งฝากไว้ในกองทุนตลาดเงินของ Fidelity International โดยออก token บน ZKsync ซึ่งเป็นสมาชิกของโปรแกรม Chainlink SCALE บทบาทของ Chainlink คือการดึงข้อมูล NAV จากระบบของ Fidelity International มาบันทึกบนบล็อกเชนอย่างแม่นยำและปลอดภัย ทำให้ Sygnum รวมถึงลูกค้าและผู้ร่วมตลาดรายอื่นสามารถตรวจสอบมูลค่าสินทรัพย์ได้แบบ real-time โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลางแบบเดิม</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ความสำคัญของโมเดลนี้คือการพิสูจน์ว่า oracle อย่าง Chainlink สามารถรองรับมาตรฐานของสถาบันการเงินระดับโลกได้จริง ไม่ใช่แค่ในโลก DeFi ที่ใช้กันมาแต่เดิม การที่กองทุนมูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์เลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความน่าเชื่อถือของระบบนิเวศ Chainlink และ Ethereum ในวงกว้าง</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">Fidelity International เดินหน้าโทเคนไนซ์อย่างต่อเนื่อง</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ความร่วมมือกับ Chainlink และ Sygnum ในปี 2567 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ Fidelity International ยังคงขยายงานด้านโทเคนไนซ์อย่างต่อเนื่อง ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน บริษัทได้โทเคนไนซ์หน่วยลงทุนในกองทุนตลาดเงินผ่านเครือข่าย Onyx Digital Assets ของ JPMorgan บน Ethereum เพื่อใช้เป็นหลักประกัน จากนั้นในเดือนกันยายน 2568 Fidelity International ได้เปิดตัวกองทุน Fidelity Digital Interest Token (FDIT) ซึ่งเป็นกองทุนตลาดเงินโทเคนบน Ethereum โดยมีสินทรัพย์สะสมแล้วกว่า $203.7 ล้าน</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>เส้นทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fidelity International มองบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ไม่ใช่การทดลองชั่วคราว และ Ethereum ในฐานะแพลตฟอร์มหลักยังคงได้รับการเลือกใช้จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในรูป mainnet และ Layer-2 อย่าง ZKsync ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานถึงบทบาทของ Chainlink ในการขับเคลื่อนระบบชำระเงินข้ามเชนของฮ่องกงด้วย <a href="https://siamblockchain.com/2025/06/10/hong-kongs-cbdc-leverages-chainlink/">Chainlink ขับเคลื่อนฮ่องกงสู่ยุคใหม่ ปฏิวัติระบบชำระเงินข้ามเชนด้วย e-HKD+</a> ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Chainlink กำลังขยายบทบาทในระดับสถาบันและรัฐบาลทั่วโลกอย่างรวดเร็ว</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:separator -->
<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>
<!-- /wp:separator -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากในแง่ที่ว่ากองทุนระดับพันล้านดอลลาร์เลือกใช้ Chainlink ไม่ใช่แค่สำหรับ DeFi แบบปลายน้ำ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของงานจริงในระดับสถาบัน ประเด็นที่น่าจับตาต่อจากนี้คือกองทุนโทเคนของ Fidelity International บน Ethereum อย่าง FDIT จะเติบโตขึ้นแค่ไหน และจะมีสถาบันการเงินรายอื่นทำตามโมเดลนี้บ้างไหม ถ้ากระแสนี้ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้ง LINK และ ETH น่าจะได้รับอานิสงส์จากดีมานด์การใช้งานจริงที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาที่ขึ้นจากการเก็งกำไร</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ที่มา: <a href="https://twitter.com/Cointelegraph/status/2054535183450390896" target="_blank" rel="noopener">@Cointelegraph</a></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ภาพจาก AI</p>
<!-- /wp:paragraph -->]]></content:encoded><enclosure url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/fidelity-international-chainlink-nav-tokenized-fund-150x150.jpg"/><media:content url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/fidelity-international-chainlink-nav-tokenized-fund-150x150.jpg" height="150" width="150" type="image/jpeg"/>		
					</item>
					<item>
							<title><![CDATA[UBS เริ่มเปิดให้ลูกค้า Private Banking ซื้อขาย Bitcoin และ Ethereum ได้แล้ว]]></title>
							<link><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/switzerlands-largest-bank-joins-the-mass-market-pivot-to-crypto-in-2026/]]></link>
							<pubDate>พุธ, 13 พ.ค. 2026 10:37:21 +0700</pubDate>
							<dc:creator>Supakit Kaewmanee</dc:creator>
							<dc:identifier>224619</dc:identifier>
							<dc:modified>2026-05-13 10:37:37</dc:modified>
							<dc:created unix="1778668641">2026-05-13 10:37:21</dc:created>
							<guid isPermaLink="true"><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/switzerlands-largest-bank-joins-the-mass-market-pivot-to-crypto-in-2026/]]></guid><category>17</category><category>21</category>
							<description><![CDATA[UBS แบงก์ยักษ์ใหญ่ที]]></description><content:encoded><![CDATA[<!-- wp:details -->
<details class="wp-block-details"><summary>สรุปข่าว</summary><!-- wp:list -->
<ul class="wp-block-list"><!-- wp:list-item -->
<li>ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง UBS เริ่มเปิดให้ลูกค้า Private Banking ซื้อขาย Bitcoin และ Ethereum ได้โดยตรง</li>
<!-- /wp:list-item -->

<!-- wp:list-item -->
<li>ข้อมูลจริงเผยว่า “คนวัย 30–50 ปี” กลายเป็นกลุ่มซื้อคริปโตหลักของธนาคาร ไม่ใช่วัยรุ่นอย่างที่หลายคนคาดคิด</li>
<!-- /wp:list-item -->

<!-- wp:list-item -->
<li>ธนาคารสวิตเซอร์แลนด์หลายแห่งมีรายได้และกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นชัดเจน</li>
<!-- /wp:list-item --></ul>
<!-- /wp:list -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>แนวโน้มผลกระทบ: Bullish</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>UBS ธนาคารยักษ์ใหญ่เริ่มเปิดให้ลูกค้า Private Banking ซื้อขาย Bitcoin และ Ethereum ได้โดยตรง ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มีธนาคารให้บริการคริปโตแล้วกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมลูกค้ากว่า 2.5 ล้านบัญชี สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้าหลักกลับไม่ใช่วัยรุ่น แต่เป็นคนอายุ 30–50 ปี และเริ่มนำเงินสดเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น หลายธนาคารสวิตฯ เริ่มทำรายได้จากคริปโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยบางแห่งมีรายได้จากธุรกิจนี้แตะระดับ 10–20%&nbsp;</p>
<!-- /wp:paragraph --></details>
<!-- /wp:details -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>UBS แบงก์ยักษ์ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์เริ่มเปิดให้ลูกค้ากลุ่ม Private Banking&nbsp; สามารถซื้อขาย Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) ได้โดยตรงแล้ว&nbsp;&nbsp;</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ UBS เข้าร่วมกับธนาคารสวิตฯ หลายแห่งที่เปิดให้บริการคริปโตไปก่อนหน้านี้ ทั้ง Zürcher Kantonalbank (ZKB) และ PostFinance ส่งผลให้ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นประเทศที่มีธนาคารให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดในโลก โดยมีอยู่ประมาณ 20 แห่ง และครอบคลุมลูกค้ากว่า 2.5 ล้านบัญชี</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:image {"id":224620,"width":"473px","height":"auto","sizeSlug":"full","linkDestination":"none","align":"center"} -->
<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized"><img src="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/image-148.png" alt="" class="wp-image-224620" style="width:473px;height:auto" /><figcaption class="wp-element-caption">ที่มา<a href="https://www.thebigwhale.io/corporate-membership/research">: BigWhale</a></figcaption></figure>
<!-- /wp:image -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาซื้อคริปโตไม่ใช่วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ แต่เป็นคนอายุระหว่าง 30–50 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและอยู่ในกลุ่ม Private Banking มากกว่าลูกค้ารายย่อยทั่วไป</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>Peter Hubli หัวหน้าฝ่าย Digital Assets ของ ZKB เปิดเผยว่า เดิมทีธนาคารคาดว่า บริการคริปโตจะดึงดูดลูกค้าอายุน้อยเป็นหลัก แต่ผลลัพธ์จริงกลับสวนทางอย่างชัดเจน โดยมากกว่า 40% ของลูกค้าคริปโตกลุ่มใหม่ ไม่เคยมีพอร์ตลงทุนกับธนาคารมาก่อน หมายความว่าเงินจำนวนไม่น้อยที่เคยนอนอยู่ในบัญชีของคนทั่วไป เริ่มไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ขณะเดียวกัน ธุรกิจคริปโตก็เริ่มสร้างรายได้ให้กับธนาคารสวิตฯ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น Maerki Baumann ระบุว่า มากกว่า 20% ของกำไรบริษัทเชื่อมโยงกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ Swissquote เปิดเผยว่า รายได้ประมาณ 10% ของบริษัทมาจากคริปโต ส่วน Arab Bank Switzerland ระบุว่า แม้คริปโตจะคิดเป็นเพียง 5% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร แต่กลับสร้างรายได้สุทธิถึง 7%</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ด้าน PostFinance ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ภายในปีแรกของการเปิดบริการ มียอดเปิดบัญชีคริปโตกว่า 36,000 บัญชีและประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 565,000 รายการ&nbsp;</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจ Institutional Digital Assets Survey ปี 2026 ของ EY-Parthenon และ Coinbase ซึ่งพบว่า 73% ของนักลงทุนสถาบันมีแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในคริปโตภายในปีนี้ ขณะที่ 84% มีความสนใจหรือใช้งาน Stablecoin อยู่แล้ว&nbsp;</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>สถิติทางตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนชัดว่า การยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่กำลังกลายเป็นเทรนด์ระดับโลกของภาคการเงิน</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>แม้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะถือเป็นผู้นำด้านบริการธนาคารคริปโต แต่การแข่งขันในปัจจุบันกำลังสูงขึ้น หลังจากธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรปต่างเร่งเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในช่วงปี 2027 เป็นต้นไป</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:separator -->
<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity" />
<!-- /wp:separator -->

<!-- wp:paragraph -->
<p><strong>มุมมองผู้เขียน: </strong>อุตสาหกรรมคริปโตกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่สินทรัพย์การเงินที่ธนาคารระดับโลกเริ่มยอมรับอย่างจริงจัง ที่สำคัญ เงินทุนที่กำลังไหลเข้าตลาด ไม่ได้มาจากวัยรุ่นอายุน้อยอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มนักลงทุนวัยทำงาน ซึ่งอาจทำให้ตลาดคริปโตในอนาคตมีเสถียรภาพและเชื่อมโยงกับระบบการเงินดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ที่มา:<a href="https://beincrypto.com/ubs-switzerland-crypto-trading-bitcoin-ethereum/">beincrypto</a></p>
<!-- /wp:paragraph -->]]></content:encoded><enclosure url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/SwitzBTCRTHWEB-150x150.jpg"/><media:content url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/SwitzBTCRTHWEB-150x150.jpg" height="150" width="150" type="image/jpeg"/>		
					</item>
					<item>
							<title><![CDATA[JPMorgan ยื่นจดทะเบียนกองทุนตลาดเงินโทเคนบน Ethereum รองรับสำรอง Stablecoin]]></title>
							<link><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/jpmorgan-tokenized-treasury-fund-ethereum-genius-act-stablecoin/]]></link>
							<pubDate>พุธ, 13 พ.ค. 2026 03:41:01 +0700</pubDate>
							<dc:creator>คุณเชน</dc:creator>
							<dc:identifier>224593</dc:identifier>
							<dc:modified>2026-05-13 03:41:24</dc:modified>
							<dc:created unix="1778643661">2026-05-13 03:41:01</dc:created>
							<guid isPermaLink="true"><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/jpmorgan-tokenized-treasury-fund-ethereum-genius-act-stablecoin/]]></guid><category>21</category>
							<description><![CDATA[JPMorgan ยื่น SEC จดทะเบียนกองทุนตลาดเงินโทเคน JLTXX บน Ethereum รองรับสำรอง Stablecoin ตาม GENIUS Act]]></description><content:encoded><![CDATA[<!-- wp:details -->
<details class="wp-block-details"><summary>สรุปข่าว</summary><!-- wp:list -->
<ul class="wp-block-list"><!-- wp:list-item -->
<li>JPMorgan ยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อเปิดตัวกองทุนตลาดเงินแบบโทเคน ชื่อ JPMorgan OnChain Liquidity-Token Money Market Fund (JLTXX) บนบล็อกเชน Ethereum</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>กองทุนนี้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองข้อกำหนดสินทรัพย์สำรองของผู้ออก Stablecoin ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2025 โดยจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และสัญญาซื้อคืน</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>นี่คือกองทุนโทเคนลำดับที่สองของ JPMorgan ต่อจาก MONY ที่เปิดตัวเมื่อธันวาคม 2025 และบ่งชี้ว่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับตลาด Stablecoin โดยตรง</li>
<!-- /wp:list-item --></ul>
<!-- /wp:list -->
<!-- wp:paragraph -->
<p><strong>แนวโน้มผลกระทบต่อราคา</strong>&nbsp; <span class="sentiment-badge" style="display:inline-block;padding:3px 14px;border-radius:20px;font-weight:700;border:1.5px solid #2e7d32;background:#e8f5e9;color:#2e7d32;">Bullish</span></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph -->
<p>การที่ JPMorgan เลือก Ethereum เป็นบล็อกเชนหลักสำหรับกองทุน JLTXX ถือเป็นสัญญาณบวกต่อระบบนิเวศ Ethereum โดยตรง เนื่องจากสินทรัพย์สถาบันขนาดใหญ่จะถูก Tokenize บนเครือข่าย ETH มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นยังมีจำกัด เพราะกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างพัฒนา</p>
<!-- /wp:paragraph --></details>
<!-- /wp:details -->

<!-- wp:paragraph -->
<p id="main-paragraph">เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก <a href="https://twitter.com/CoinDesk/status/2054298837796225069">CoinDesk</a> และ <a href="https://twitter.com/Cointelegraph/status/2054298294692540651">Cointelegraph</a> บริษัทจัดการสินทรัพย์ของ JPMorgan Chase ได้ยื่นเอกสารจดทะเบียน (Form N-1A) ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเปิดตัวกองทุนตลาดเงินแบบโทเคนกองทุนใหม่ ในชื่อ JPMorgan OnChain Liquidity-Token Money Market Fund หรือ JLTXX โดยกองทุนนี้จะออก Digital Token บนบล็อกเชน Ethereum แทนหน่วยลงทุนในพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และสัญญาซื้อคืน (Repurchase Agreements) จุดสำคัญคือ JLTXX ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับข้อกำหนดสินทรัพย์สำรองของผู้ออก Stablecoin ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act โดยเฉพาะ ซึ่งหน่วยงานด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนของ JPMorgan อย่าง Kinexys Digital Assets จะเป็นผู้ดูแลกองทุนนี้</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:image {"sizeSlug":"full"} -->
<figure class="wp-block-image size-full"><img src="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/source-1778618454663.jpg" alt="เอกสารการยื่นจดทะเบียน Form N-1A ต่อ SEC โดย JPMorgan Trust IV ซึ่งระบุถึงการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 160 ภายใต้พระราชบัญญัติบริษัทลงทุนปี 1940 และการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 159 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 1933"/><figcaption class="wp-element-caption">เอกสารการยื่นจดทะเบียน Form N-1A ต่อ SEC โดย JPMorgan Trust IV ซึ่งระบุถึงการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 160 ภายใต้พระราชบัญญัติบริษัทลงทุนปี 1940 และการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 159 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 1933 (ภาพจาก: <a href="https://x.com/CoinDesk/status/2054298837796225069" target="_blank" rel="noopener">@CoinDesk</a>)</figcaption></figure>
<!-- /wp:image -->


<!-- wp:embed {"url":"https://twitter.com/coindesk/status/2054298837796225069","type":"rich","providerNameSlug":"twitter","responsive":true} -->
<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://twitter.com/coindesk/status/2054298837796225069
</div></figure>
<!-- /wp:embed -->

<!-- wp:embed {"url":"https://twitter.com/cointelegraph/status/2054298294692540651","type":"rich","providerNameSlug":"twitter","responsive":true} -->
<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-twitter wp-block-embed-twitter"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://twitter.com/cointelegraph/status/2054298294692540651
</div></figure>
<!-- /wp:embed -->


<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">GENIUS Act กับโอกาสทองของตลาดสินทรัพย์โทเคน</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>กฎหมาย GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act) ถูกลงนามให้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 โดยกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องค้ำประกันด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือกองทุนตลาดเงิน ซึ่งหมายความว่าผู้ออก Stablecoin รายใหญ่จะต้องถือสินทรัพย์สำรองในรูปแบบที่กฎหมายรับรอง และกองทุน JLTXX ของ JPMorgan ก็เข้าเงื่อนไขนี้พอดี</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบปฏิบัติ (Implementing Regulations) ของ GENIUS Act ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยหน่วยงานรัฐบาลกลางต่าง ๆ และกฎหมายจะมีผลเต็มรูปแบบเมื่อถึงวันที่เร็วที่สุดระหว่าง 18 ม.ค. 2570 หรือ 120 วันหลังจากประกาศใช้กฎระเบียบปฏิบัติฉบับสุดท้าย การที่ JPMorgan เดินหน้าจดทะเบียนกองทุนตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นการวางหมากล่วงหน้า เพื่อให้พร้อมรับผู้ออก Stablecoin ที่ต้องการสินทรัพย์สำรองที่ถูกกฎหมายทันทีที่กฎระเบียบปฏิบัติมีผล</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">ก้าวที่สองของ JPMorgan ในตลาดโทเคน หลัง MONY เปิดตัวปลายปีก่อน</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>JLTXX ไม่ใช่กองทุนโทเคนแรกของ JPMorgan เนื่องจากธนาคารได้เปิดตัวกองทุน My OnChain Net Yield Fund (MONY) บนบล็อกเชน Ethereum ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 โดยเริ่มต้นด้วยเงินทุนของ JPMorgan เอง 100 ล้านดอลลาร์ และเปิดให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติครบเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์ม Morgan Money สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนคือ JLTXX มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงกว่า นั่นคือรองรับตลาด Stablecoin Reserve โดยตรง แทนที่จะเป็นกองทุนตลาดเงินทั่วไปสำหรับนักลงทุนสถาบัน</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>การที่ JPMorgan ระบุในเอกสารว่า Ethereum เป็นบล็อกเชนเดียวที่รองรับในขณะนี้ แต่มีแผนขยายไปยังบล็อกเชนอื่นในอนาคต สอดคล้องกับแนวโน้มที่สถาบันการเงินใหญ่อย่าง BlackRock และ DTCC ต่างก็มองว่า Ethereum ยังคงเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับสินทรัพย์โทเคนระดับสถาบัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า <a href="https://siamblockchain.com/2026/05/09/blackrock-tokenized-money-market-fund-ethereum-launch/">BlackRock เตรียมเปิดตัวกองทุนตลาดเงินแบบโทเคนบน Ethereum</a> เช่นเดียวกัน และ <a href="https://siamblockchain.com/2026/05/07/dtcc-tokenization-corporate-actions-blockchain-2026/">DTCC เตรียมโทเคนไนซ์หุ้นและพันธบัตรสหรัฐฯ</a> ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคลื่นการโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริงกำลังเร่งตัวขึ้นในปี 2569 อย่างชัดเจน</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:separator -->
<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>
<!-- /wp:separator -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ JPMorgan น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการที่แบงก์ใหญ่สุดในสหรัฐฯ ประกาศตัวเป็นผู้ให้บริการสินทรัพย์สำรองสำหรับ Stablecoin โดยตรง ซึ่งถ้ากฎระเบียบ GENIUS Act ออกมาชัดเจนและผู้ออก Stablecoin รายใหญ่อย่าง Tether หรือ Circle ต้องหันมาถือสินทรัพย์สำรองในรูปแบบที่กฎหมายรับรอง เงินจำนวนมหาศาลอาจไหลเข้ากองทุนแบบนี้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือกฎระเบียบปฏิบัติของ GENIUS Act จะออกมาเมื่อไหร่ และผู้ออก Stablecoin จะปรับตัวอย่างไร สำหรับ Ethereum เองนั้น ในระยะสั้นอาจไม่มีผลต่อราคาโดยตรง แต่ระยะยาวการที่สถาบันการเงินระดับโลกทยอยสร้างโครงสร้างพื้นฐานบนเครือข่ายนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างมาก</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ที่มา: <a href="https://twitter.com/CoinDesk/status/2054298837796225069" target="_blank" rel="noopener">@CoinDesk</a>, <a href="https://twitter.com/Cointelegraph/status/2054298294692540651" target="_blank" rel="noopener">@Cointelegraph</a></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ภาพจาก AI</p>
<!-- /wp:paragraph -->]]></content:encoded><enclosure url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/jpmorgan-tokenized-treasury-fund-ethereum-genius-act-stablecoin-150x150.jpg"/><media:content url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/jpmorgan-tokenized-treasury-fund-ethereum-genius-act-stablecoin-150x150.jpg" height="150" width="150" type="image/jpeg"/>		
					</item>
					<item>
							<title><![CDATA[Ethereum Foundation เปิดตัวมาตรฐาน Clear Signing ปิดช่องโหว่ blind signing]]></title>
							<link><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/ethereum-foundation-clear-signing-standard-erc-7730-security/]]></link>
							<pubDate>พุธ, 13 พ.ค. 2026 00:54:13 +0700</pubDate>
							<dc:creator>คุณเชน</dc:creator>
							<dc:identifier>224588</dc:identifier>
							<dc:modified>2026-05-13 00:54:34</dc:modified>
							<dc:created unix="1778633653">2026-05-13 00:54:13</dc:created>
							<guid isPermaLink="true"><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/13/ethereum-foundation-clear-signing-standard-erc-7730-security/]]></guid><category>21</category>
							<description><![CDATA[Ethereum Foundation เปิดตัวมาตรฐาน Clear Signing บนสเปค ERC-7730 และ ERC-8176 ปิดช่องโหว่ blind signing ที่ทำให้ผู้ใช้สูญเสียเงินนับพันล้านดอลลาร์]]></description><content:encoded><![CDATA[<!-- wp:details -->
<details class="wp-block-details"><summary>สรุปข่าว</summary><!-- wp:list -->
<ul class="wp-block-list"><!-- wp:list-item -->
<li>Ethereum Foundation ร่วมกับนักพัฒนา Wallet และบริษัทด้านความปลอดภัย เปิดตัวมาตรฐาน Clear Signing อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 เพื่อขจัดปัญหา "blind signing" ที่ทำให้ผู้ใช้สูญเสียเงินไปนับพันล้านดอลลาร์</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>มาตรฐานนี้สร้างขึ้นบนสเปค ERC-7730 และ ERC-8176 ซึ่งทำให้ผู้ใช้เห็นรายละเอียดธุรกรรมที่อ่านได้ชัดเจนก่อนกด "อนุมัติ" แทนที่จะเห็นแค่รหัสเข้ารหัสที่อ่านไม่ออก</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>จับตาว่า Wallet ยอดนิยมอย่าง MetaMask และ Ledger จะนำมาตรฐานนี้ไปใช้จริงเมื่อใด เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่กับการรับมาใช้งานในวงกว้าง</li>
<!-- /wp:list-item --></ul>
<!-- /wp:list -->
<!-- wp:paragraph -->
<p><strong>แนวโน้มผลกระทบต่อราคา</strong>&nbsp; <span class="sentiment-badge" style="display:inline-block;padding:3px 14px;border-radius:20px;font-weight:700;border:1.5px solid #2e7d32;background:#e8f5e9;color:#2e7d32;">Bullish</span></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph -->
<p>มาตรฐาน Clear Signing เป็นสัญญาณที่ดีต่อระบบนิเวศ Ethereum ในระยะยาว เพราะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ทั่วไปและสถาบันที่ยังลังเลเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นยังจำกัด เนื่องจากเป็นมาตรฐานเทคนิคที่ต้องรอการนำไปใช้งานจริง</p>
<!-- /wp:paragraph --></details>
<!-- /wp:details -->

<!-- wp:paragraph -->
<p id="main-paragraph">เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก <a href="https://www.coindesk.com/tech/2026/05/12/the-ethereum-foundation-unveils-new-clear-signing-standard-to-stop-users-from-approving-malicious-crypto-transactions">CoinDesk</a> กลุ่มทำงาน Ethereum ซึ่งประกอบด้วยนักพัฒนา Wallet บริษัทด้านความปลอดภัย และ Ethereum Foundation ผ่านโครงการ Trillion Dollar Security Initiative ได้เปิดตัวมาตรฐานเปิด (open standard) ชื่อว่า "Clear Signing" อย่างเป็นทางการ มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "blind signing" หรือการที่ผู้ใช้กดอนุมัติธุรกรรมโดยไม่รู้ว่ากำลังยินยอมให้ทำอะไร ซึ่งเป็นช่องโหว่หลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียเงินเป็นมูลค่ามหาศาลจากการโจมตีด้วยฟิชชิงและการดูด Wallet ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หัวใจของมาตรฐานนี้คือแนวคิด "สิ่งที่คุณเห็น คือสิ่งที่คุณลงชื่อ" (WYSIWYS) ที่ทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ชัดเจนว่าธุรกรรมที่กำลังจะอนุมัตินั้นทำอะไรบ้าง</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">Clear Signing คืออะไร และทำงานอย่างไร</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>มาตรฐาน Clear Signing ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ ERC-7730 ซึ่งเป็นรูปแบบ JSON descriptor สำหรับอธิบายฟังก์ชันของสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ในภาษาที่มนุษย์อ่านออก แทนที่จะแสดงแค่รหัสเลขฐานสิบหกที่ดูไม่รู้เรื่อง ส่วนที่สองคือ registry กลางที่เป็นกลาง ซึ่ง Ethereum Foundation ทำหน้าที่ดูแลในฐานะผู้ดูแลที่น่าเชื่อถือ และส่วนที่สามคือ ERC-8176 ซึ่งเป็นกรอบการรับรอง (attestation framework) ที่เปิดให้ผู้ตรวจสอบอิสระสามารถลงนามเข้ารหัสเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลใน registry ได้ ทั้งสามส่วนนี้ทำงานร่วมกันเพื่อให้ Wallet แต่ละตัวสามารถแสดงข้อมูลที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้ก่อนที่ผู้ใช้จะกดยืนยันธุรกรรมใด ๆ</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ก่อนหน้านี้ ERC-7730 เคยถูกเสนอครั้งแรกในเดือน ก.พ. 2567 และมีการอัปเดตเป็น V2 ในเดือน เม.ย. 2569 โดยขยายการรองรับให้ครอบคลุม Wallet ประเภทซอฟต์แวร์ การใช้งานข้ามเชน และ confidential token primitives ซึ่งทำให้มาตรฐานนี้ครอบคลุมกรณีการใช้งานได้กว้างขึ้นมาก</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">ทำไมถึงสำคัญ บทเรียนจากเหตุการณ์จริง</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ปัญหา blind signing ไม่ใช่เรื่องในทฤษฎี เหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นจากช่องโหว่นี้ได้แก่ การเจาะระบบ Bybit ในเดือน ก.พ. 2568 ที่สูญเสียเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ และเหตุการณ์ WazirX ที่สูญเสียไปประมาณ 235 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบอนุมัติธุรกรรมอันตรายโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสถานการณ์มีการปรับตัวดีขึ้นในระดับหนึ่ง รายงานจากแพลตฟอร์มความปลอดภัย Web3 อย่าง Scam Sniffer เมื่อ ม.ค. 2569 ระบุว่าการสูญเสียจากฟิชชิงที่เกี่ยวกับ Wallet drainer ลดลงเหลือ 83.85 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งลดลงถึง 83% จากเกือบ 494 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 แต่ความสูญเสียที่ยังมีอยู่นั้นสะท้อนให้เห็นว่ายังจำเป็นต้องพัฒนาระบบป้องกันต่อไป</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า <a href="https://siamblockchain.com/2026/05/12/the-ethereum-foundation-withdrew-over-49-6-million-worth-of-eth-from-its-staking-portfolio-to-balance-the-national-treasury/">Ethereum Foundation ถอน Staking เหรียญ ETH มูลค่ากว่า $49.6 ล้าน เพื่อปรับสมดุลคลัง</a> ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Ethereum Foundation กำลังขยับเคลื่อนไหวหลายด้านพร้อมกัน ทั้งในเรื่องการเงินและความปลอดภัยของระบบนิเวศ</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">ความท้าทายที่ยังรออยู่ข้างหน้า</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>การเปิดตัวมาตรฐานเป็นแค่จุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับว่านักพัฒนา Wallet และแอปพลิเคชัน DeFi จะนำ ERC-7730 และ ERC-8176 ไปใช้งานจริงมากแค่ไหนและเร็วแค่ไหน ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับตารางเวลาการนำไปใช้งาน หรือว่าผู้ใช้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในหน้าต่างอนุมัติธุรกรรมเมื่อใด นอกจากนี้ยังต้องจับตาว่า registry กลางจะมีการกำกับดูแลอย่างไร และกระบวนการตรวจสอบภายใต้ ERC-8176 จะมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกันข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือถูกปลอมแปลงได้หรือไม่</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:separator -->
<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>
<!-- /wp:separator -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่เป็นก้าวที่ถูกทิศทางอย่างมาก ปัญหา blind signing เป็นเรื่องที่คนในวงการรู้กันมานานแต่ไม่เคยมีมาตรฐานกลางที่ทุก Wallet จะใช้ร่วมกันได้ การที่ Ethereum Foundation เข้ามาเป็นผู้ดูแล registry อย่างเป็นกลางถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้าเป็นบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งคงมีคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือ Wallet ยอดนิยมอย่าง MetaMask หรือ Ledger ประกาศว่าจะรองรับมาตรฐานนี้เมื่อใด เพราะถ้าไม่มีคนใช้งานจริง มาตรฐานที่ดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ที่มา: <a href="https://www.coindesk.com/tech/2026/05/12/the-ethereum-foundation-unveils-new-clear-signing-standard-to-stop-users-from-approving-malicious-crypto-transactions" target="_blank" rel="noopener">CoinDesk</a></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ภาพจาก AI</p>
<!-- /wp:paragraph -->]]></content:encoded><enclosure url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/ethereum-foundation-clear-signing-standard-erc-7730-security-150x150.jpg"/><media:content url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/ethereum-foundation-clear-signing-standard-erc-7730-security-150x150.jpg" height="150" width="150" type="image/jpeg"/>		
					</item>
					<item>
							<title><![CDATA[Wells Fargo เพิ่มถือ Ethereum ETF กว่า 60% และหุ้น Strategy อีก 125% ใน Q1]]></title>
							<link><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/12/wells-fargo-ethereum-etf-strategy-q1-2026-13f/]]></link>
							<pubDate>อังคาร, 12 พ.ค. 2026 19:27:54 +0700</pubDate>
							<dc:creator>คุณเชน</dc:creator>
							<dc:identifier>224535</dc:identifier>
							<dc:modified>2026-05-12 19:28:22</dc:modified>
							<dc:created unix="1778614074">2026-05-12 19:27:54</dc:created>
							<guid isPermaLink="true"><![CDATA[https://siamblockchain.com/2026/05/12/wells-fargo-ethereum-etf-strategy-q1-2026-13f/]]></guid><category>21</category>
							<description><![CDATA[Wells Fargo เพิ่มถือ Ethereum ETF กว่า 63% และหุ้น Strategy อีก 125% ใน Q1 ปี 2026 ตามแบบรายงาน 13F ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ]]></description><content:encoded><![CDATA[<!-- wp:details -->
<details class="wp-block-details"><summary>สรุปข่าว</summary><!-- wp:list -->
<ul class="wp-block-list"><!-- wp:list-item -->
<li>Wells Fargo ยื่นแบบ 13F ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เปิดเผยว่าไตรมาส 1 ปี 2026 เพิ่มการถือครอง ETF ของ Ethereum อย่างมีนัยสำคัญ โดยถือ ETF ของ Ethereum รวมมูลค่าราว 21.5 ล้านดอลลาร์</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>ธนาคารเพิ่มหุ้น Strategy ขึ้นกว่า 125% จาก 322,700 หุ้น เป็น 726,000 หุ้น ขณะที่ลดการถือครองหุ้น Galaxy Digital ลงกว่า 97%</li>
<!-- /wp:list-item -->
<!-- wp:list-item -->
<li>แม้ข้อมูล 13F จะสะท้อนสถานะ ณ สิ้นไตรมาส 1 (มีนาคม 2026) ไม่ใช่ตำแหน่งปัจจุบัน แต่ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมระดับใหญ่ยังคงสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล</li>
<!-- /wp:list-item --></ul>
<!-- /wp:list -->
<!-- wp:paragraph -->
<p><strong>แนวโน้มผลกระทบต่อราคา</strong>&nbsp; <span class="sentiment-badge" style="display:inline-block;padding:3px 14px;border-radius:20px;font-weight:700;border:1.5px solid #2e7d32;background:#e8f5e9;color:#2e7d32;">Bullish</span></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph -->
<p>การที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง Wells Fargo เพิ่มสัดส่วนการถือครอง Ethereum ETF อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกต่อตลาดในระยะยาว เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินกระแสหลักเริ่มมองว่า Ethereum เป็นสินทรัพย์ที่ถือครองได้ในพอร์ต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวล่าช้ากว่าความเป็นจริงอย่างน้อย 45 วัน จึงไม่ได้สะท้อนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันโดยตรง</p>
<!-- /wp:paragraph --></details>
<!-- /wp:details -->

<!-- wp:paragraph -->
<p id="main-paragraph">เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก <a href="https://cointelegraph.com/news/wells-fargo-ether-etf-boost-q1-2026-btc-rotation?utm_source=rss_feed&utm_medium=rss&utm_campaign=rss_partner_inbound">Cointelegraph</a> Wells Fargo ได้ยื่นแบบรายงานการถือครองหลักทรัพย์ 13F ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สำหรับไตรมาส 1 ปี 2026 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2026) โดยเนื้อหาในเอกสารเผยให้เห็นการปรับพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งสำคัญ ธนาคารรายนี้เพิ่มการถือครอง Ethereum ETF อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับสัดส่วน Bitcoin ETF บางส่วน และเพิ่มการถือหุ้น Strategy อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมยังคงขยายการลงทุนในพื้นที่คริปโตต่อเนื่อง</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">Ethereum ETF พุ่งกว่า 63% ขณะ Strategy เพิ่มอีก 125%</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ในด้าน Ethereum ETF Wells Fargo เพิ่มการถือครอง iShares Ethereum Trust ETF (ETHA) ของ BlackRock จากประมาณ 672,600 หุ้นในไตรมาส 4 ปี 2025 ขึ้นมาเป็นราว 1.1 ล้านหุ้น คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 63.5% นอกจากนี้ยังเพิ่มการถือ Bitwise Ethereum ETF (ETHW) อีกราว 37% จาก 186,800 หุ้น เป็นประมาณ 257,000 หุ้น รวมมูลค่าการถือครอง Ethereum ETF ทั้งหมดอยู่ที่ราว 21.5 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 1</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ขณะเดียวกัน Wells Fargo ยังเพิ่มการถือหุ้น Strategy (บริษัทที่รู้จักกันในนามบริษัทสะสม Bitcoin) อย่างก้าวกระโดด จาก 322,700 หุ้น เป็น 726,000 หุ้น หรือเพิ่มขึ้นถึง 125% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกำลังขยายความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านทั้งกองทุน ETF โดยตรงและหุ้นที่เกี่ยวข้อง</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">Bitcoin ETF ปรับแบบผสม Galaxy Digital ร่วงกว่า 97%</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>สำหรับฝั่ง Bitcoin ETF ภาพรวมค่อนข้างปะปนกัน iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ของ BlackRock ซึ่งยังคงเป็น ETF คริปโตที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดในพอร์ตของ Wells Fargo ด้วยมูลค่าราว 250 ล้านดอลลาร์ มีการปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่ Bitwise Bitcoin ETF (BITB) เพิ่มขึ้นราว 24% และ Grayscale Bitcoin Mini Trust ETF เพิ่มขึ้นประมาณ 41% แสดงให้เห็นการโยกย้ายระหว่าง Bitcoin ETF มากกว่าการลดการลงทุนโดยรวม</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ในทางกลับกัน Wells Fargo ลดการถือครองหุ้น Galaxy Digital ลงอย่างมากถึง 97% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ตัดกันชัดเจนกับการเพิ่ม Strategy และ Ethereum ETF ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้ไม่ได้ถูกระบุในเอกสาร 13F แต่อย่างใด</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:heading -->
<h2 class="wp-block-heading">13F คือข้อมูลย้อนหลัง แต่สัญญาณยังชัดเจน</h2>
<!-- /wp:heading -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ แบบรายงาน 13F ที่สถาบันการเงินยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ สะท้อนสถานะการถือครอง ณ วันสิ้นไตรมาส ไม่ใช่ตำแหน่งปัจจุบัน ดังนั้นตัวเลขที่ปรากฏจึงเป็นข้อมูลตั้งแต่ 31 มีนาคม 2026 ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนไปแล้วในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา กระนั้น แนวโน้มที่ชัดเจนว่า Wells Fargo ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์รายใหญ่อันดับต้นของสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์คริปโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่มีความหมายต่อตลาดในภาพรวม</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:separator -->
<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>
<!-- /wp:separator -->

<!-- wp:paragraph -->
<p>ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าสนใจในแง่ที่ว่า Wells Fargo เลือกเพิ่ม Ethereum ETF อย่างชัดเจน ในขณะที่ Bitcoin ETF ส่วนใหญ่ยังทรงตัวหรือขยับเล็กน้อย อาจสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันบางแห่งเริ่มมองว่า Ethereum ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ $2,288 ยังมีช่องว่างการเติบโตมากกว่าในสัดส่วนพอร์ต สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการยื่น 13F ของธนาคารรายอื่น ๆ ในช่วงเดียวกัน ว่าจะมีรูปแบบที่คล้ายกันหรือไม่ ถ้าหลายธนาคารพร้อมใจเพิ่ม ETH ETF พร้อมกัน อาจส่งแรงหนุนราคา Ethereum ในระยะกลางได้ไม่น้อย</p>
<!-- /wp:paragraph -->

<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ที่มา: <a href="https://cointelegraph.com/news/wells-fargo-ether-etf-boost-q1-2026-btc-rotation?utm_source=rss_feed&utm_medium=rss&utm_campaign=rss_partner_inbound" target="_blank" rel="noopener">Cointelegraph</a></p>
<!-- /wp:paragraph -->
<!-- wp:paragraph {"style":{"typography":{"fontSize":"13px"},"color":{"text":"#6b7280"}}} -->
<p style="color:#6b7280;font-size:13px">ภาพจาก AI</p>
<!-- /wp:paragraph -->]]></content:encoded><enclosure url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/wells-fargo-ethereum-etf-strategy-q1-2026-13f-150x150.jpg"/><media:content url="https://siamblockchain.com/wp-content/uploads/2026/05/wells-fargo-ethereum-etf-strategy-q1-2026-13f-150x150.jpg" height="150" width="150" type="image/jpeg"/>		
					</item></channel></rss><!-- end of xml string -->