Charles Hoskinson เชื่อ บริษัทเหล่าหุ้น 7 นางฟ้า จะเริ่มยอมรับ stablecoins มาใช้ !

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00

Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้งบล็อกเชน Cardano (Ada) เชื่อว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Apple อาจกระโดดเข้ามาในวงการคริปโตมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านของการใช้งาน stablecoin

แม้ตลาดคริปโตจะเผชิญแรงเทขายหนัก จากนโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ส่งผลต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่ Charles Hoskinson ก็ยังคงมองในแง่บวก โดยให้สัมภาษณ์ว่า การจัดเก็บภาษีอาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงในระยะยาว และมองว่าในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องหันกลับมาลดดอกเบี้ย ซึ่งนั่นจะกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้กระแสเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างรวดเร็ว

Charles Hoskinson ยังชี้ว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานคริปโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 มีผู้ถือครองคริปโตเพิ่มขึ้น 13% แตะ 659 ล้านคนทั่วโลก ขณะเดียวกันสถานการณ์การเมืองโลก ก็กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบระเบียบสากลแบบเดิม ไปสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยมหาอำนาจ และเมื่อความร่วมมือระหว่างประเทศเริ่มไร้เสถียรภาพ คริปโตจึงกลายเป็นเครื่องมือระดับโลกที่คนหันมาใช้งานแทน

อีกประเด็นสำคัญคือ เรื่องกฎหมาย Stablecoin และกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐ ซึ่ง Charles Hoskinson มองว่า เรื่องนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนวงการคริปโตให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะหากบริษัทในกลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า ซึ่งรวมถึงบริษัท Apple, Microsoft, Amazon และบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่อื่น ๆ เริ่มหันมาใช้ stablecoin อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจ่ายเงินให้พนักงานในต่างประเทศ หรือการทำธุรกรรมเล็ก ๆ ที่ไม่คุ้มค่าในระบบการเงินแบบเดิม

Charles Hoskinson มองว่า ปัจจัยทั้งหมดนี้อาจเป็นตัวจุดชนวนให้ตลาดคริปโตกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายฉบับสำคัญได้รับการอนุมัติ และเริ่มมีการใช้งาน stablecoin อย่างจริงจังในระดับองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งอาจกระตุ้นกระแสเก็งกำไรรอบใหม่ให้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน และมีแนวโน้มลากยาวต่อเนื่องไปได้อีกหลายเดือนหลังจากนั้น

Charles Hoskinson ยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ช่วง 3-5 เดือนข้างหน้าตลาดอาจดูเงียบเหงาและไม่หวือหวา แต่คลื่นลูกใหม่ของความตื่นตัวในโลกคริปโต… กำลังก่อตัวขึ้นอย่างแน่นอน 

ที่มา : cnbc