ในยุคที่ความเหลื่อมล้ำทางความคิดและฐานะการเงินทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ทฤษฎีผลประโยชน์” ของ คุณพิชัย จาวลา นักลงทุนด้านอสังหาฯ ชื่อดังได้กลายเป็นแนวคิดที่ถูกกล่าวถึงกันในวงกว้าง โดยทฤษฎีนี้ได้นำเสนอหลักการตัดสินใจที่แตกต่างออกไป นั่นคือการเลือกที่จะเป็น “คนส่วนน้อย” หรือการ “สวนทางกับตลาด” แทนที่จะคล้อยตามคนส่วนใหญ่ในตลาด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเหตุผลหรือข้อเท็จจริงใด ๆ ขอเพียงแค่เป็นฝั่งที่เสียงส่วนใหญ่มองข้ามก็พอ
แก่นของทฤษฏีผลประโยชน์
คุณพิชัยได้ให้เหตุผลว่าโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่มักใช้ ตรรกะเหตุผล ในการตัดสินใจ แต่ในทางกลับกัน เม็ดเงินมักจะเคลื่อนตัวไปหาคนส่วนน้อย ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของระบบทุนนิยมที่ว่า “เงินจะมีค่าเมื่อมันหายาก” หากทุกคนในตลาดต่างได้เงินพร้อมกัน มูลค่าของเงินก็จะเฟ้อและเสื่อมลงไป
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะชนะในตลาดไปพร้อมกัน แต่จะมีเพียงกลุ่มคนส่วนน้อยราว 20% เท่านั้นที่สามารถเอาชนะคนส่วนใหญ่ที่เหลือ 80% ได้ แม้ว่าในตอนแรกคนกลุ่มนี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “แกะดำ” ที่คิดต่างก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดให้กล้าที่จะละทิ้งการตัดสินใจตามหลักเหตุผลของคนหมู่มากเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นคนส่วนน้อยนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก
ทำไมการเป็นคนส่วนน้อยถึงสำคัญ
ตามหลักทฤษฏีผลประโยชน์ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นคนส่วนน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วคนกลุ่มนี้คือ คนที่มีเม็ดเงินมากกว่าคนส่วนใหญ่ และเวลาที่เคลื่อนไหวก็มักจะทำให้ตลาดเคลื่อนตามไปด้วย เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนเม็ดเงินที่แท้จรองคือผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อย
ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่คนส่วนใหญ่กำลังเร่งทำการขายสินทรัพย์ออกมาด้วยความตื่นตระหนก คนที่จะเข้ามาซื้อก็มักจะเป็นคนส่วนน้อย เมื่อแรงขายของคนส่วนใหญ่เริ่มเบาบางลง แต่คนส่วนน้อยยังคงเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง ณ จุดนั้นเองที่ราคาจะเกิด จุดต่ำสุด ที่ไม่มีใครคาดคิด และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมา จนกระทั่งคนส่วนใหญ่เริ่มกลับมาเข้าซื้ออีกครั้งตามวัฏจักรนี้
การกระทำที่สวนทางตลาดนี้เองทำให้นักลงทุนที่ใช้ทฤษฎีผลประโยชน์สามารถ เข้าซื้อได้ในราคาถูก แต่ขายได้ในราคาสูง เพราะขณะที่คนหมู่มากกำลังรอสัญญาณและหลักเหตุผลก่อนตัดสินใจ คนส่วนน้อยก็จะสวนทางไปเลย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทุกคนคิดว่าราคาจะวิ่งขึ้นต่อ นั่นอาจเป็นสัญญาณให้ขาย หรือเมื่อตลาดบอกว่าจะลงมากกว่านี้ อาจเป็นสัญญาณให้เข้าซื้อ
เทคนิคการลงทุนแบบทฤษฏีผลประโยชน์
สำหรับการประยุกต์ใช้ทฤษฎีผลประโยชน์ในการลงทุน คุณพิชัยเคยให้แนวทางไว้ว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าซื้อคือช่วงที่ไม่มีเหตุผลด้านบวกใด ๆ มาสนับสนุนเลย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ หรือแม้แต่กราฟทางเทคนิค ทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนั้นควรจะบ่งชี้ถึง สัญญาณอันตราย และไม่ควรเข้าตามหลักเหตุผล แต่หากนักลงทุนกล้าที่จะเข้าซื้อในช่วงเวลานั้น นั่นหมายถึงการได้ก้าวเข้าสู่การเป็นคนส่วนน้อยตามหลักทฤษฎีผลประโยชน์ไปโดยปริยาย
กรณีศึกษา : Bitcoin $120,000
ทฤษฏีผลประโยชน์แม้จะดูเหมือนขัดกับตรรกะเหตุผล แต่คุณพิชัยก็ได้พิสูจน์มาแล้วถึงพลังของการเป็นคนส่วนน้อย โดยเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เขาเคยได้ออกมาเตือนว่า $120,000 เป็นจุดสูงสุดของ Bitcoin แล้ว แต่ตอนนั้นตลาดต่างเชื่อมั่นว่าราคาจะยังคงไปได้ต่อจากปัจจัยบวกต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงในตลอด 3 เดือนหลังจากนั้น แม้จะทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง Bitcoin ก็ยังไม่หลุดจากกรอบราคา $120,000
จนกระทั่งเมื่อถึงเดือนตุลาคม Bitcoin ได้เกิดการย่อตัวอย่างรุนแรงต่อเนื่อง จนราคากลับลงมาอยู่ต่ำกว่า $100,000 อีกครั้ง ทำให้คำเตือนของคุณพิชัยกลายเป็นความจริงขึ้นมา เห็นได้จากการที่ราคายังไม่สามารถกลับไปยืนเหนือ $120,000 ได้
ดังนั้น การเป็นคนส่วนน้อยในตลาดอาจเป็นอีกหนึ่งวิธีคิดที่น่าสนใจ เพราะหากเข้าใจกลไกแล้วเราจะสามารถปกป้องตัวเองจากเหตุการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดฝันได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตลาดหุ้นจะมีเพียงแค่คนส่วนน้อย 20% เท่านั้นที่จะสามารถทำกำไรอย่างมหาศาลจากคนส่วนใหญ่ 80%
ที่มา : thestatestimes , Finnomena , blockdit
บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

