ตลาดการเงินทั่วโลกต่างยอมรับว่า ปู่ Warren Buffett คือ “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” ที่ไม่มีใครเทียบได้ ปู่ได้สร้างอาณาจักร Berkshire Hathaway ด้วยกลยุทธ์สุดลือลั่น เริ่มต้นจากการเข้าลงทุนในธุรกิจประกันภัย และใช้ข้อได้เปรียบของกระแสเงินสดจากเบี้ยประกัน (Float) ไปเข้าซื้อกิจการหรือหุ้นดี ๆ ที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง จนทำให้ปู่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น 20% ต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนรวมตั้งแต่ปี 1965 มากกว่า 5,502,284%
แต่ทว่าทุกวันนี้ มีมหาเศรษฐีอีกคนที่กำลังถูกจับตามองว่าอาจขึ้นมาทาบรัศมีหลังจากปู่ Buffet เพิ่งประกาศเกษียณไป นั่นคือ Bill Ackman หัวเรือใหญ่ของกองทุน Pershing Square Capital ซึ่งเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่า (VI) ที่กำลังเดินเกมคล้ายกับปู่แบบไม่น่าเชื่อ
Ackman เพิ่งทุ่มเงินกว่า 900 ล้านดอลลาร์ เข้าถือหุ้นในบริษัท Howard Hughes Holdings จนมีสัดส่วนสูงถึง 47% พร้อมประกาศอย่างชัดเจนว่า จะปั้นบริษัทนี้ให้เป็น “Berkshire Hathaway เวอร์ชันยุคใหม่”
เท่านั้นยังไม่พอ Ackman ยังเตรียมแผนเข้าซื้อกิจการประกันภัยทรัพย์สินและวินาศภัย เพื่อสร้างแหล่งกระแสเงินสดมหาศาล สำหรับนำไปลงทุนในอนาคต ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ถอดแบบมาจากปู่ Buffett เป๊ะๆ
แม้ Ackman จะเดินตามแนวคิดการลงทุนแบบ VI แต่เขาไม่ได้เมินเทคโนโลยีเหมือนกับปู่ Buffet ในอดีต ปัจจุบัน Ackman ได้นำเงินลงทุน 45% ของพอร์ต Pershing Square มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ไปไว้ใน 3 หุ้นเทคโนโลยีชั้นนำที่มีความเชื่อมโยงกับ AI
1) Uber สัดส่วน 21% ของพอร์ต

Ackman เริ่มต้นปี 2025 ด้วยการเข้าถือหุ้น Uber จำนวนกว่า 30 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ เขายกย่องซีอีโอ Dara Khosrowshahi ว่าเป็นผู้พลิกบริษัทให้กลับมาเป็น “เครื่องจักรทำกำไรที่โคตรมีประสิทธิภาพ”
และตัวเลขก็ยืนยันเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี ไตรมาสล่าสุด Uber รายงานรายได้ 12.7 พันล้านดอลลาร์ โต 18%, EPS โต 34%, จำนวนทริปแตะ 3.3 พันล้านครั้ง, MAPC โต 15%, ยอดจองรวมโต 17% ทั้งหมดสะท้อน Network Effect ที่ยิ่งใหญ่จากธุรกิจ Rideshare และ Deliveries
แม้ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นมามากแล้ว แต่ PE ยังอยู่เพียงแค่ 16 เท่า ซึ่งถือว่า “ยังไม่แพง” สำหรับเจ้าตลาดระดับโลก
2) Alphabet (Google) สัดส่วน 15% ของพอร์ต

Pershing Square เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน Alphabet อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 โดย Bill Ackman ย้ำว่าเป็นหุ้นที่ “มูลค่าน่าดึงดูด” จนตัดสินใจเข้าซื้อเพิ่มอีกในไตรมาส 2
ปัจจุบันกองทุนถือหุ้น Alphabet รวมกว่า 11.7 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้น Class C (ไม่มีสิทธิ์โหวต) จำนวน 6.3 ล้านหุ้น และหุ้น Class A (มีสิทธิ์โหวต) จำนวน 5.4 ล้านหุ้น รวมมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 15% ของพอร์ตทั้งหมด
เขามองว่าธุรกิจแกนหลักของ Alphabet ทั้ง Search Engine, แอปที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล อาทิ Youtube และความแข็งแกร่งของ Google Cloud กำลังผลักดันบริษัทให้เติบโตอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะการต่อยอด AI ที่กำลัง “ปลดล็อกศักยภาพครั้งใหญ่” ขององค์กร
ในไตรมาส 2 Alphabet ทำรายได้กว่า 9.64 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 14% เมื่อเทียบปีก่อน กำไรต่อหุ้น (EPS) โตขึ้น 22% แตะ $2.31 ขณะที่ Google Cloud พุ่ง 32% แตะ 13.6 พันล้านดอลลาร์ และมีดีลระดับพันล้านดอลลาร์มากเท่าทั้งปี 2024 ในช่วงแค่ครึ่งปีแรก
Ackman สรุปชัดว่า “โมเมนตัมแข็งแกร่งมาก แต่ราคาหุ้นยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง” โดยปัจจุบัน PE อยู่ที่ 26 เท่า
3) Amazon สัดส่วน 9% ของพอร์ต

Pershing Square ใช้จังหวะราคาน่าสนใจเข้าซื้อหุ้น Amazom ในไตรมาส 2 เช่นกัน Ackman เก็บของไปมากกว่า 5.8 ล้านหุ้น มูลค่าเกือบ 1.3 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 9% ของพอร์ต พร้อมยอมรับว่านี่คือ “บริษัทที่เราได้ทำการศึกษาและชื่นชมมาอย่างยาวนาน”
เขาย้ำว่า Amazon ครองสองธุรกิจระดับโลกที่กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม ได้แก่ AWS และ E-commerce ซึ่งต่างได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเติบโตระยะยาว และยังมีพื้นที่ขยายกำไรอีกมาก ผลประกอบการล่าสุดก็แข็งแรง ไตรมาส 2 ยอดขายพุ่ง 13% แตะ 1.67 แสนล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นทะยาน 33% แตะ $1.68
ซีอีโอ Andy Jassy ระบุว่า การเร่งลงทุนด้าน AI คือ ปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโต ทั้งการเปิดตัว Alexa+ เวอร์ชัน AI การใช้งานช้อปปิ้งเอเจนต์ รวมถึงระบบสร้าง AI Agent ใน AWS ที่ใช้งานง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน Amazon ยังเพิ่มประสิทธิภาพหุ่นยนต์กว่า 1 ล้านตัวเพื่อเร่ง Productivity
แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นตั้งแต่ Pershing Sqaure เข้าซื้อ แต่ Ackman ยังเชื่อว่ายังมีอัปไซด์อีกมาก โดยชี้ว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไรเทียบกับการเติบโต (PEG) ที่ 0.58 ถือว่า “ยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง” อย่างมีนัยสำคัญ
Bill Ackman เดินตามปู่ Buffet แต่ปรับตัวเข้ากับยุค AI
แม้แนวคิดของ Ackman จะมีพื้นฐานจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเหมือนปู่ Buffet แต่เขาเลือกผสานการลงทุนเข้ากับเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ อย่างเต็มตัว ทำให้เกิดภาพของนักลงทุนยุคใหม่ที่เข้าใจทั้งธุรกิจคลาสสิกและนวัตกรรมอนาคต
นี่คือเหตุผลที่หลายคนเริ่มมองว่า Bill Ackman อาจกลายเป็น “Warren Buffett คนถัดไป” เพียงแต่เป็นเวอร์ชันที่เข้าใจโลกเทคโนโลยีอย่าง AI ลึกซึ้งกว่าเดิมหลายเท่า
ไม่ว่าเขาจะขึ้นไปถึงระดับนั้นได้จริงหรือไม่ หนึ่งอย่างที่ชัดเจนคือ การเคลื่อนไหวของ Ackman วันนี้กำลังสะท้อนทิศทางใหญ่ของตลาดโลกในยุคที่เงินทุนกำลังไหลเข้าสู่ AI อย่างต่อเนื่อง และนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด

