<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Gary Kildall คือใคร? เปิดประวัติอัจฉริยะที่เกือบได้รวยกว่า Bill Gates แต่ถูกลืมไว้ในอดีต

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกได้ประสบพบเจอกับอัจฉริยะระดับตำนานมากมายผู้เปลี่ยนโฉมโลกทั้งใบไม่ว่าจะเป็น Satoshi Nakamoto , Elon Musk , Mark Zuckerberg , Steve Jobs หรือ Bill Gates แต่คุณรู้หรือไม่ว่าโลกยังมีอัจฉริยะด้าน IT อยู่อีกคนหนึ่งแต่เรื่องราวของเขากลับไม่ได้สวยหรู และต้องพบกับจุดจบอันแสนเศร้า

บทความนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับ Gary Kildall ชายผู้ที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะร่ำรวยยิ่งกว่าเศรษฐีคนไหน ๆ ด้วยซ้ำหากไม่พ่ายแพ้ให้กับ Bill Gates ไปก่อน

ใครคือ Gary Kildall?

https://www.reddit.com/r/SuzanneVega/comments/hl0uug/gary_kildall_cohost_of_computer_chronicles_and

Gary Kildall คือ ชายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบิดาของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่เลยก็ว่าได้ ตัวเขานั้นเป็นผู้ที่ทำการประดิษฐ์ Control Program for Microcomputers หรือ CP/M ขึ้นมา ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคุยกับเครื่องอ่านแผ่นดิสก์ (Floppy Disk) ได้เป็นครั้งแรกของโลก

นอกจากนี้ Kildall ยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดของการทำ BIOS (Basic Input/Output System) ซึ่งแยกส่วนควบคุมฮาร์ดแวร์ออกจากซอฟต์แวร์ ทำให้ระบบปฏิบัติการหนึ่งเดียวสามารถรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่างยี่ห้อกันได้

จุดสูงสุดของยอดพีระมิด

https://images.computerhistory.org/blog-media/cpm_cpm13_screenshot.jpg

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970’s ไอเดียของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC เริ่มเป็นสิ่งที่หลายบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มมองเห็นแล้วว่ากำลังจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล

ในขณะนั้น Kildall เป็นเจ้าของบริษัท Digital Research บริษัทซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการอันดับหนึ่งที่ทิ้งคู่แข่งทุกรายแบบไม่เห็นฝุ่น เรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องในยุคนั้นต้องใช้ระบบ CP/M ของเขา เหมือนที่ Windows กินส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของตลาดคอมพิวเตอร์ในภายหลัง

ด้วยความที่มีคู่ค้าเป็นบริษัทมากมาย Kildall จึงสามารถใช้ชีวิตหรูหราได้อย่างสุดขีด ซึ่งในขณะนั้นเอง IBM ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์เมนเฟรมกำลังเร่งหาไอเดียในการสร้างคอมพิวเตอร์ PC ของพวกเขาเองขึ้นมา

สำหรับไอเดียของ IBM  พวกเขามีแผนที่จะนำองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้วมาประกอบกันเป็นคอมพิวเตอร์แล้วแปะตรา IBM เข้าไป ซึ่งตอนนั้นพวกเขาก็ขาดเพียงแค่ระบบปฏิบัติการเท่านั้น จึงได้เดินทางมาเพื่อเปิดดีลกัล Kildall ผู้ที่เป็นเจ้าตลาด 

ดีลในตำนาน

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/25/IBM_PC_XT_color.jpg/1200px-IBM_PC_XT_color.jpg

ปัจจุบันในโลกอินเทอร์เน็ต มีการอ้างถึงดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้ต่างกันออกไป บางแห่งระบุว่า Kidall นั้นหยิ่งผยองใช้เวลาไปกับการขับเครื่องบินส่วนตัวจนพลาดดีลที่นัดกับ IBM ในตอนเช้า ส่วนอีกแห่งกลับระบุว่าเขาติดธุระกับลูกค้าและขอเข้านัดประชุมกับ IBM ในช่วงบ่าย

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรผลก็สรุปมาให้เห็นแล้วว่า Kidall ไม่สามารถตกลงกับ IBM ได้ไม่ว่าจะด้วยปัญหานิสัยส่วนตัว หรือ ข้อกฎหมายของสัญญา NDA ที่ไม่เป็นธรรมจาก IBM ซึ่งนั่นรวมไปถึงรูปแบบของผลประโยชน์ที่ทาง IBM อยากจะจ่ายแล้วจบไม่ต้องมาทำสัญญาต่ออายุ Royalty Fee หลายครั้ง

Microsoft จากหมารองบ่อน สู่ผู้นำโลก

https://cdn.mos.cms.futurecdn.net/eWPaQV7q7UuRmB7QsAdFZ6.png

เมื่อปิดดีลกับ Kidall ไม่ได้ทาง IBM จึงเลือกที่จะหันไปหาตัวเลือกสำรองอย่าง Microsoft ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นแค่เพียงบริษัทห้องแถว และ Bill Gates เลือกตอบตกลงทำตามเงื่อนไขของ IBM แทบจะทุกอย่างเพื่อคว้าโอกาสครั้งสำคัญที่สุดของชีวิต

Gates ไม่มีระบบปฏิบัติการใดๆ ในมือเลยแต่เขาก็ยังเลือกที่จะรับความเสี่ยงจากดีลนี้ โดยต่อมาเขาได้ทำการเข้าซื้อระบบปฏิบัติการชื่อ QDOS ซึ่งเป็นระบบที่ลอกเลียนโครงสร้างมาจาก CP/M อีกที มาปรับปรุงเป็น MS-DOS และขายให้ IBM ในขั้นตอนสุดท้าย

แต่สิ่งที่ทำให้ IBM พลาดท่าอย่างมากคือ การปล่อยให้ Bill Gates ยังคงถือครองสิทธิในการขายระบบปฏิบัติการให้กับใครก็ได้ และยังคงเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการนั้นตามสัญญาที่ได้ตกลงกัน 

ต่อมาหลังจากนั้นกระแส PC บูมก็เกิดขึ้นมีการสร้างคอมพิวเตอร์เลียนแบบ IBM เป็นจำนวนมหาศาลเพราะ IBM เลือกที่จะประกอบคอมพิวเตอร์จากชิ้นส่วนในตลาด นั่นเองจึงทำให้ตลาดได้ถูกเปิดออก และ Microsoft ก็สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำเพราะคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องการระบบปฏิบัติการ ทำให้ทุกบริษัทต้องหันหา Gates ที่นั่งนับเงินไม่หยุด

การฟ้องร้อง

เมื่อ Kidall ได้ทดลองใช้งานระบบ MS-DOS เขาก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่า งานของเขาถูกเอาไปก๊อปเลียนแบบแทบจะทั้งหมด ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากจึงได้ทำการขู่ฟ้องร้องทั้ง IBM และ Microsoft ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

ด้าน IBM ที่ไม่อยากให้เรื่องบานปลายขึ้นโรงขึ้นศาลจึงทำการยื่นข้อเสนอโดยการให้อิสระกับลูกค้าว่าจะเลือกใช้ระบบปฏิบัติการใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความชอบ โดยพวกเขาจะเป็นผู้วางขายทั้ง MS-DOS และ CP/M 

แม้จะฟังดูเหมือนเป็นข้อเสนอที่โอเค แต่ทาง IBM กลับเล่นงาน Kidall จนเจ็บแสบด้วยการตั้งราคา CP/M สูงหลายร้อยดอลลาร์ ในขณะที่ราคาขายของ Microsoft ตั้งอยู่เพียง $40 ดอลลาร์ ซึ่งโดยเนื้อในแล้วสินค้าทั้งสองแทบจะเป็นอย่างเดียวกันทำให้ลูกค้าไม่คิดที่จะซื้อ CP/M อีกต่อไป และปล่อยให้กลายเป็นเรื่องของอดีตไร้การเหลียวแล 

เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นตะปูตอกฝาโลง ยุติอนาคตทั้งหมดของทาง Digital Research ที่เกือบจะได้ขึ้นมาครองโลกยุคใหม่ โดยภายหลังแม้ว่าพวกเขาจะพยายามออกนวัตกรรมใหม่มากสักเพียงไรก็ไม่สามารถตาม Microsoft ได้ทันอีกต่อไปแล้ว

จุดจบของอัจฉริยะ

Gary Kildall เสียชีวิตลงในปี 1994 ด้วยวัยเพียง 52 ปี จากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะหลังจากเกิดอุบัติเหตุล้มในร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งในเมืองมอนเทอเรย์ แคลิฟอร์เนีย ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงและรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น

เรื่องราวของ Kidall ได้สอนให้เรารู้ว่าการเป็นที่หนึ่งในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถคงตำแหน่งนั้นได้ต่อไปเรื่อยๆในอนาคต และศัตรูตัวฉกาจก็อาจมาจากสิ่งที่คุณคิดว่าไม่มีพิษภัยได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี โลกได้ทำให้เราเห็นว่าผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้เข้าเส้นชัยก่อน เพราะการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ความเร็วเพียงอย่างเดียวแต่วัดกันที่ความอึดอีกด้วย เพราะสุดท้ายแล้วคนจะจดจำผู้ที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้าย ผู้ที่เอาชนะศัตรูทั้งหมดและก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของตลาด

โลกของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน การค้นพบวิธีทำกำไรก้อนโตติดต่อกันอาจเป็นเพียงโชคชะตาชั่วครั้งชั่วคราว แต่นักลงทุนที่ชนะตลาดอย่างแท้จริง คือผู้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าวิกฤตจะถาโถมเข้ามาเพียงใด เพราะในเกมการลงทุน “การรอดชีวิต” คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด