<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ลงทุนหุ้นต่างประเทศเสี่ยงแค่ไหน ? กรณีศึกษา ดร.นิเวศน์ ขาดทุนล่าสุดบอกอะไร

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เพจการเงินชื่อดัง Moneychat รายงานว่า “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ปรมาจารย์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ระดับตำนานของไทย ออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่า พอร์ตหุ้นเวียดนามของเขาในปี 68 ขาดทุนจากค่าเงินสูงถึง 10% และยังไม่นับรวมผลตอบแทนจากตัวหุ้นที่เจ้าตัวระบุเองว่าอยู่ในระดับ “ย่ำแย่มาก”

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่นักลงทุนระดับแถวหน้าของประเทศ ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศได้ทั้งหมด 

นอกจากนี้ ดร.นิเวศน์ ยังได้ระบุถึง 5 ความเสี่ยงสำคัญของการลงทุนหุ้นต่างประเทศที่นักลงทุนจำนวนมากมักมองข้ามไป

1. กับดักอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) 

บทเรียนแรกที่ทำเอาเซียนหุ้นยังพลาดคือ “กับดักอัตราแลกเปลี่ยน” หลายคนคิดว่าถ้าเศรษฐกิจประเทศนั้นดี ค่าเงินเขาก็น่าจะแข็งขึ้น แต่ความจเป็นริงคือปี 68 ที่ผ่านมา พอร์ตของ ดร.นิเวศน์ มูลค่าหายไปทันที 10% เพียงเพราะเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับด่อง และหากมองย้อนหลัง 20 ปี เงินด่องอ่อนค่าลงไปถึง 75% ดังนั้นใครที่คิดจะถือยาวกินกำไรสองต่ออาจจะต้องคิดใหม่ 

2. ความรู้ที่น้อยกว่าเจ้าถิ่น

การลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจบริบทการเมืองและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง คือความเสี่ยงมหาศาล อย่างกรณีจีนที่มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ (Common Prosperity ) ทุบหุ้นเทคฯ หรือแม้แต่เวียดนามที่ดูเหมือนจะคล้ายไทย แต่ลึกๆ แล้วมีความซับซ้อนที่นักลงทุนต่างชาติเสียเปรียบเจ้าถิ่นเสมอ ดร.นิเวศน์ยอมรับว่า ความรู้แบบ VI อาจช่วยชดเชยได้บ้าง แต่ความไม่รู้จริงในพื้นที่ก็ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ

3. ข้อมูลลวงโลกและการตรวจสอบที่ยากลำบาก 

นักลงทุนไทยมักเข้าไม่ถึงข้อมูลเชิงลึก (Scuttlebutt) หรือข่าววงในของบริษัทต่างประเทศ ทำให้เสี่ยงต่อการถูกหลอกได้ง่าย ดร.นิเวศน์เล่าถึงกรณีที่บริษัทในตลาด NASDAQ หรือเวียดนาม สร้างภาพกิจการสวยหรู พาไปดูโรงงานปลอม สุดท้ายงบการเงินก็ปลอม และจบลงที่การล้มละลาย แม้แต่ตัวเขาเองยังเคยมีหุ้นเวียดนามที่ถูกถอดออกจากตลาด (Delist) โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะเข้าไม่ถึงข่าวสารเชิงลึก

4. เรื่องของภาษี อุปสรรคใหญ่ของการนำเงินกลับ 

กำไรจากหุ้นต่างประเทศ หากนำกลับไทยอาจโดนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดถึง 30% ซึ่งต่างจากหุ้นไทยที่ได้รับการยกเว้นภาษีกำไร (Capital Gain Tax) แม้ปัจจุบันหลายคนเลี่ยงโดยการไม่นำเงินกลับ แต่ในอนาคตมีความเสี่ยงที่สรรพากรอาจแก้กฎให้เก็บภาษีทันทีที่ขายหุ้น ไม่ว่าจะนำเงินกลับหรือไม่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางนโยบายที่ต้องระวัง

5. Depositary Receipt (DR) สะดวกแต่มีความเสี่ยงซ่อนเร้น 

ตราสาร DR ช่วยให้คนไทยเทรดหุ้นนอกเป็นเงินบาทได้ง่ายและยังไม่ต้องเสียภาษีกำไร แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ DR ไม่ใช่หุ้น แต่เป็นสัญญาที่ผู้ออก สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนอ้างอิงกับหุ้นแม่ หากสถาบันการเงินที่ออก DR ล้มละลาย ผู้ถือจะตกอยู่ในสถานะ “เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน” ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน หรือจำนวนน้อยมาก ดังนั้นการเลือกผู้ออก DR ที่มีความมั่นคงทางการเงินจึงสำคัญพอๆ กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเพิ่มเข้ามา นอกเหนือจากการเลือกหุ้นต่างประเทศ

บทสรุป : จังหวะเวลาคือ สิ่งสำคัญ? 

ดร.นิเวศน์ ทิ้งท้ายว่า การไปลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่ใช่แค่การมองหาการเติบโต แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงทั้ง 5 ข้อนี้ให้ดี และที่สำคัญที่สุดคือ การดู “Timing” หรือจังหวะเวลาที่จะเข้าลงทุนในตลาดแต่ละแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดูว่าตลาดหุ้นโดยรวมมีราคาถูกแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่จะบอกถึงโอกาสการทำผลตอบแทนที่ดีหรือเหมาะสมได้มากกว่าหรือเท่าๆ กับการเลือกตลาดที่มีศักภาพสูงในระยะยาวแต่เป็นตลาดหุ้นที่แพงเกินไป