Meta ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียกำลังเตรียมปรับทัพครั้งใหญ่ โดยมีแผนการที่จะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% หรือราว 1,500 คน ในแผนก Reality Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ที่ดูแลโปรเจกต์ Metaverse ไม่ว่าจะเป็นแว่น VR หรือแพลตฟอร์มอย่าง Horizon Worlds
ตามรายงานจาก New York Times ระบุว่า การประกาศเลิกจ้างพนักงานครั้งนี้ อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในวันอังคารนี้ โดยเหตุผลสำคัญคือ Mark Zuckerberg ต้องการโยกงบประมาณมหาศาลไปทุ่มให้กับเทคโนโลยี AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแทน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
แม้ปัจจุบัน Meta จะยังไม่ได้ออกมายืนยันข่าวนี้อย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณการลดความสำคัญของ Metaverse เพื่อไปโฟกัส AI ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
กระแส Metaverse เริ่มลดความร้อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หุ้นของ Meta พุ่งสูงขึ้นทันทีหลังจากมีข่าวว่า บริษัทเตรียมหั่นงบประมาณในส่วนนี้ลงถึง 30% เพื่อโยกเม็ดเงินไปทุ่มให้กับเทคโนโลยี AI ที่ดูมีอนาคตสดใสกว่า
นอกจากนี้ บริษัท Meta ยังมีแผนจะย้ายงบจากแผนก Reality Labs เดิม ไปเน้นที่อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนได้จริงมากกว่าโลกเสมือนเพียว ๆ เช่น แว่นตาอัจฉริยะ และสายรัดข้อมือสั่งการด้วยประสาทสัมผัสอย่าง Meta Neural Band ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Meta กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์จากความฝันในโลก 3D มาเป็นเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้จริง และมี AI คอยช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน
การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Meta ที่ยอมเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook เพื่อทุ่มสุดตัวให้กับโลกเสมือน (Metaverse) ตั้งแต่ปี 2021 กำลังเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุด เพราะจนถึงปัจจุบันแผนก Reality Labs ทำเงินละลายหายไปกับการขาดทุนสะสมสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ และแค่เฉพาะไตรมาส 3 ปี 2025 เพียงไตรมาสเดียวก็ขาดทุนเพิ่มไปอีกกว่า 4,400 ล้านดอลลาร์
ปัญหาสำคัญคือ ในขณะที่แพลตฟอร์มเกมอย่าง Roblox หรือ Fortnite ยังมีผู้เล่นคึกคัก แต่ในโลกเสมือนกลับร้างผู้คนอย่างน่าใจหาย
ข้อมูลระบุว่า The Sandbox มีผู้ใช้งานจริงไม่ถึง 800 คนในรอบเดือน ส่วน Horizon Worlds ของ Meta เองก็มีข่าวว่า มีคนใช้งานต่อวันไม่ถึง 900 คน
แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีกลุ่มผู้ถือหุ้นพยายามผลักดันให้ Meta นำเงินสดสำรองส่วนหนึ่งไปซื้อ Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และการเสื่อมค่าของเงินตามรอยบริษัทอย่าง Tesla หรือ MicroStrategy แต่ข้อเสนอนี้กลับถูกปัดตกอย่างไม่ใยดี
โดยผลโหวตออกมาค้านแบบขาดลอย มีผู้เห็นชอบเพียง 0.08% เท่านั้น ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้แผนนี้ล่มไม่เป็นท่า คือ โครงสร้างอำนาจภายในบริษัทที่ Mark Zuckerberg ถือสิทธิ์โหวตเบ็ดเสร็จอยู่ถึง 61% ทำให้ทิศทางการเงินของ Meta ยังคงเดินตามวิสัยทัศน์ของเขาเพียงคนเดียว ซึ่งเน้นการกำเงินสด เพื่อทุ่มให้กับ AI และ Metaverse มากกว่าจะไปฝากความหวังไว้กับเหรียญดิจิทัล
ที่มา : cryptonews

