<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ทองคำทุบสถิติโลก! พุ่งแตะ $4,923 ดันมูลค่าคลังแสงสหรัฐฯ ทะลุ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

(23 ม.ค. 2026) – ตลาดการเงินโลกต้องจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเดินหน้าทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Bull Theory รายงานว่าราคาทองคำได้พุ่งทะลุเพดานไปแตะที่ระดับ 4,923 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงนี้ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าสินทรัพย์ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยทำให้ “ทองคำสำรอง” จำนวนมหาศาลกว่า 261.5 ล้านออนซ์ ที่นอนสงบนิ่งอยู่ในห้องนิรภัย (เช่นที่ Fort Knox) มีมูลค่าตามราคาตลาดพุ่งสูงถึง 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 44 ล้านล้านบาท) ในทันที

สิ่งที่น่าตกใจคืออัตราเร่งของการเพิ่มมูลค่านี้ หากย้อนกลับไปเพียงแค่เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 หรือไม่ถึง 6 เดือนก่อนหน้านี้ ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 3,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งในตอนนั้นมูลค่าทองคำสำรองของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 8.67 แสนล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี รัฐบาลสหรัฐฯ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นในงบดุลถึงกว่า 4.13 แสนล้านดอลลาร์ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มและไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาแม้แต่ใบเดียว สะท้อนให้เห็นถึงกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากเงินสกุลหลักเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างบ้าคลั่ง

ประเด็นที่น่าจับตามองในเชิงโครงสร้างคือนโยบายทางบัญชีของสหรัฐฯ ที่ยังคงตรึงราคาทองคำในงบดุล (Book Value) ไว้ที่ตัวเลข 42.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 1971 สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ยกเลิกมาตรฐานทองคำ การที่ราคาทองคำตลาดจริง ($4,923) สูงกว่าราคาในบัญชี ($42.22) ถึงกว่า 100 เท่า เปรียบเสมือนสหรัฐฯ มี “เงินก้นถุง” หรือมูลค่าแฝง (Hidden Equity) มหาศาลที่ซ่อนอยู่ ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการคลัง หรือใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหนี้ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ยังส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงเกี่ยวกับเสถียรภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เพราะการที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้ คือตัวชี้วัดว่านักลงทุนทั่วโลกกำลัง “หมดศรัทธา” ในอำนาจซื้อของเงินกระดาษ (Fiat Currency) และมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้จริง หรืออาจจำเป็นต้องพิมพ์เงินเพิ่มอีกมหาศาลในอนาคต ทำให้ทองคำกลายเป็นหลุมหลบภัยสุดท้ายที่ทุกคนต้องแย่งกันถือครอง

สุดท้ายนี้ แรงกระเพื่อมจากตลาดทองคำกำลังส่งผลดีต่อเนื่องไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ โดยเฉพาะ Bitcoin ซึ่งถูกยกให้เป็น “ทองคำดิจิทัล” นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อสภาพคล่องล้นออกจากตลาดพันธบัตรและเงินสดเพราะความกลัวเงินเฟ้อ เงินทุนส่วนหนึ่งจะไหลเข้าสู่ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงได้เช่นเดียวกับทองคำ แต่มีความคล่องตัวสูงกว่า ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่ตามรอยทองคำไปติดๆ

ที่มา: @BullTheoryio