(28 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยด้านอุปทานเริ่มดังขึ้นอย่างชัดเจนในตลาดโลหะมีค่า เมื่อข้อมูลล่าสุดจาก Whale Insider เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจจาก Shanghai Futures Exchange ว่าปริมาณสต็อกแร่เงินได้ปรับตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ จากเดิม 573.81 ตัน เหลือเพียง 544.24 ตัน ภายในระยะเวลาสั้นๆ การหายไปของอุปทานเกือบ 30 ตันนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติและกำลังสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลกถึงภาวะขาดแคลนสินค้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
สาเหตุหลักของการลดลงอย่างรวดเร็วนี้ คาดว่ามาจากแรงซื้อจริงในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะความต้องการแร่เงินเพื่อนำไปผลิตแผงโซลาร์เซลล์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเทคโนโลยี AI การที่ภาคการผลิตเร่งดูดซับสินค้าออกจากคลังสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Silver Squeeze หรือการบีบตัวของอุปทานนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หากกำลังการผลิตเหมืองไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่พุ่งสูงนี้ได้ทันท่วงที
ในขณะที่ฝั่งแร่เงินกำลังตึงตัว ตลาดทองคำกลับระเบิดฟอร์มร้อนแรงจนฉุดไม่อยู่ โดยราคาทองคำได้พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปเป็นที่เรียบร้อย ความร้อนแรงนี้ทำให้นักวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง PlanB เจ้าของโมเดล Stock-to-Flow ถึงกับต้องออกมาเปรียบเทียบว่า ในที่สุดทองคำก็เริ่มวิ่ง “ไล่กวด” Bitcoin ทันแล้ว ซึ่งสะท้อนกระแสเงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้าพักในสินทรัพย์ปลอดภัยที่จับต้องได้ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน Yi He ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance ได้ออกมาให้ความเห็นเพื่อดึงสติชุมชนคริปโทฯ ผ่านสื่ออย่าง Cointelegraph ว่าปรากฏการณ์ FOMO ที่เกิดขึ้นกับทองคำและแร่เงินในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นตระหนก เธอมองว่านี่เป็นเพียงผลกระทบจาก “Time-lag” หรือความล่าช้าของเวลาเท่านั้น และเชื่อมั่นว่าเมื่อฝุ่นหายตลบ ยุคสมัยของ Bitcoin ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ที่แท้จริงจะกลับมาทวงบัลลังก์คืนอย่างแน่นอน
สถานการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีแห่งบทพิสูจน์สำคัญระหว่าง “Hard Assets” อย่างทองคำและเงิน กับ “Digital Assets” อย่าง Bitcoin ว่าสินทรัพย์ประเภทใดจะสามารถยืนหยัดเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับนักลงทุนได้ดีกว่ากัน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้เงินทุนต้องเลือกระหว่างความมั่นคงแบบดั้งเดิมหรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ที่มา:@WhaleInsider

