<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Jeffrey Epstein คือใคร? เปิดประวัตินักค้ากามใคร่เด็ก ผู้กุมความลับมหาเศรษฐีทั่วโลก

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คดีของ Jeffrey Epstein อาชญากรทางเพศชื่อดังกระฉ่อนโลกได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ มีการเผยแพร่เอกสารออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเอกสารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีชื่อของบุคคลสำคัญทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ , เชื้อพระวงศ์ , นักการเมือง และอื่นๆ อีกมาก แม้กระทั่ง Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ก็มีการเอ่ยถึงในบันทึกเอกสารของเอปสตีนด้วยเช่นกัน

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาเปิดประวัติ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ชายผู้กุมความลับผู้กุมชนชั้นสูงทั่วโลกไปด้วยกัน

ชีวิตก่อนที่จะเป็นเศรษฐี

Jeffrey Edward Epstein เกิดเมื่อปี 1953 เขาเป็นหนึ่งในสองบุตรชายของ Paula Epstein และ Seymour Epstein ที่เป็นผู้ลี้ภัยเชื้อสายยิว โดยแม่ของเขาเป็นแม่บ้านเต็มเวลา ส่วนพ่อเป็นคนสวนผู้ดูแลดูแลสวนสาธารณะในนิวยอร์ก

Jeffrey โตขึ้นมาในบ้านชนชั้นกลางที่ย่านบรู๊คลิน โดยวัยเด็กของเขาได้แสดงทักษะอันโดดเด่นทางด้านคณิตศาตร์ และการเล่นเปียโนจนสามารถเรียนข้ามชั้นได้ถึง 2 ปี และถัดมาในช่วงวัยรุ่นได้ทำการเข้าเรียนที่หลายสถาบัน โดยมีสถาบันแห่งสุดท้ายคือสถาบันคูแรนต์ ที่โดดด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แต่เขาก็เรียนไม่จบ

แม้จะไร้ซึ่งใบปริญญา แต่ในปี 1974 เจฟฟรีย์กลับสามารถพาตัวเองเข้าไปเป็นครูสอนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่ Dalton School ดงผู้ดีที่มีแต่ลูกหลานตระกูลดังเรียนอยู่ได้สำเร็จ ซึ่งในขณะที่สอนภาพลักษณ์ความหล่อเหลาและเสน่ห์อันเหลือล้นของเขา เป็นที่ดึงดูดใจของเหล่านักเรียนเป็นอย่างมาก

เส้นทางการไต่เต้า

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Epstein เกิดขึ้นในปี 1976 กลางงานประชุมผู้ปกครอง เมื่อมันสมองอันเฉียบแหลมของ Epstein ได้ไปเตะตาพ่อของนักเรียนคนหนึ่งเข้าอย่างจัง จนได้รับการชักนำให้รู้จักกับ Alan ‘Ace’ Greenberg ซีอีโอของ Bear Stearns ยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีท ซึ่งมีลูกเรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน

แม้ชีวิตการเป็นครูที่ Dalton จะสิ้นสุดลงเพราะปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่ Epstein ก็ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส อาศัยเส้นสายที่ได้มาย้ายไปทำงานที่ Bear Stearns แทน ถือเป็นการเปิดประตูสู่เส้นทางนักการเงินวอลล์สตรีทอย่างเต็มตัว

การทำงานที่ Bear Stearns  เปรียบเสมือนใบเบิกทางให้ Epstein แทรกซึมเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูงระดับโลกและสร้างเครือข่ายเส้นสายคอนเนกชันอันแข็งแกร่ง โดยถึงแม้ว่าเขาจะถูกตั้งคำถามมากมายถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการโกหกโปรไฟล์การศึกษาตนเอง, การใช้เงินบริษัทซื้อเครื่องประดับให้แฟนสาว แต่ในวัย 27 ปี Epstein ได้ถูกยกให้เป็น “Bachelor of the Month หนุ่มโสดในฝันประจำเดือน” โดยนิตยสาร Cosmopolitan เลยทีเดียว 

ด้วยความที่ชื่อเสียงของ Epstein เริ่มโด่งดัง Bear Stearns รีบเร่งประกาศจับมือเป็นหุ้นส่วนกับเขาในทันที แต่ในปีถัดมาก็เกิดข้อพิพาทกันเพราะทางบริษัทต้องสอบสวนภายในว่า Epstein ทำผิดกฎของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ หรือไม่ จนทำให้เขาตัดสินใจแยกทางกับบริษัท

ในทศวรรษปี 1980’s Epstein ถูกขนานนามว่า เป็นนักล่าค่าหัวมือฉกาจ ที่สามารถตามเงินที่ถูกขโมยให้กับเหล่าเศรษฐีได้ โดยในปี 1984 Epstein ได้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านและกลายเป็นลูกค้าของ Bear Stearns จากที่เคยเป็นลูกจ้าง สเน่ห์ของ Epstein ได้ให้เขาสามารถเข้าไปอยู่ในกลุ่มนักสะสมนิวยอร์กได้สำเร็จ และในปี 1987 Epstein ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารของวิทยาลัยศิลปะแห่งนิวยอร์ก ที่ถูกก่อตั้งโดยศิลปินชื่อดัง Andy Warhol และเริ่มขยับเข้าใกล้วงในของบุคคลดังขึ้นเรื่อยๆ 

จุดเปลี่ยนชีวิต

ในปี 1988 Epstein ได้ก่อตั้งบริษัทให้คำปรึกษาการเงิน J. Epstein & Company พร้อมกับให้บริการจัดการสินทรัพย์สำหรับผู้ที่มีความมั่งคั่งมากกว่า $1 พันล้าน โดยลูกค้าของเขาก็ต่างเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ชั้นนำ เช่น Victoria’s Secret ส่งผลทำให้ Epstein ร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาลจนสามารถซื้อเกาะได้ทั้งเกาะ

ทศวรรษถัดมา Epstein เริ่มบริหารธุรกิจของเขาจากเกาะ St.Thomas ในหมู่เกาะเวอร์จิ้นของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเป็นสวรรค์ไร้ภาษี ตัวของ Epstein รวยเหลือล้นจนเป็นเจ้าของเกาะข้างเคียงอย่าง Little และ Great St. James. อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแมนชั่นส่วนตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแมนฮัตตัน ที่อยู่อาศัยของเหล่าเศรษฐี รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์-ที่ดิน ในหลายแห่ง เช่น ฟลอริดา นิวเม็กซิโก หรือแม้กระทั่งปารีส

เกาะแห่งราคะ และผู้กุมความลับของโลก

แม้จะร่ำรวยมหาศาลแล้วแต่ Epstein ยังคงไม่หยุดความทะเยอทะยาน เพราะในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มขยายเส้นสายของเข้าไปถึงบุคคลที่มีอำนาจเปลี่ยนโลกจริงๆในหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น Bill Gates , Michael Jackson, Stephen Hawking หรือแม้กระทั่งเจ้าชาย Andrew Mountbatten-Windsor เชื้อพระวงศ์ของอังกฤษ รวมไปถึงคนระดับประธานาธิบดีอย่าง Bill Clinton และ Donald Trump และอื่นๆ อีกมากมายจนไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้หมด

Epstein ใช้ประโยชน์จากเกาะของเขาที่ไม่มีการสอดส่องเป็นเหมือนโลกอีกใบที่จะทำอะไรก็ได้ และจัดงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่เชื้อเชิญเหล่าชนชั้นสูงของโลกมาเสพสุขสม สุดวิตถารเหนือจินตนาการ และมีผู้เยาว์จำนวนมากถูกบังคับให้เป็นเครื่องมือบำเรอทางเพศ โดยไม่เต็มใจผ่านการค้ามนุษย์

ด้วยคอนเนกชันที่มากมายมหาศาลแทบจะครอบคลุมทั้งโลกนี้เอง ได้ส่งผลทำให้ Jeffrey Epstein กลายเป็นเจ้าพ่อที่กุมความลับดำมืดที่สุดของเหล่าชนชั้นสูงไปโดยปริยาย

เจ้าพ่อใคร่เด็กถูกจับกุม

Epstein ถูกหมายหัวครั้งแรกในปี 2005 ที่ Palm Beach ฟลอริดา หลังจากที่เขาไปทำอนาจารล่วงละเมิดกับเด็กหญิงอายุ 14 ปี ซึ่งการจับกุมในครั้งนั้นได้ทำให้เกิดการสืบสวนอย่างจริงจังขึ้น จนไปพบว่ามีผู้เสียหายรวมกันกว่า 40 รายแห่เข้ามาร้องเรียน 

ในปี 2009 รัฐบาลกลางได้ทำข้อตกลงยอมรับสารภาพ (Plea deal) โดยที่เอปสไตน์จะไม่ถูกตั้งข้อหาในระดับความผิดอาญาของรัฐบาลกลาง แต่เขาต้องยอมรับสารภาพผิดในข้อหาละเมิดกฎหมายระดับรัฐ 2 กระทง คือ ข้อหาจัดหาเพื่อการค้าประเวณี และข้อหาจัดหาเยาวชนเพื่อการค้าประเวณี

Epstein รับโทษจำคุกเป็นเวลา 13 เดือน โดยมีเงื่อนไขพิเศษที่อนุญาตให้เขาออกจากคุกไปอยู่ที่สำนักงานในพาล์มบีชได้ถึง 6 วันต่อสัปดาห์ เพราะเจ้าหน้าที่ข่าวกรองได้ส่งสัญญาณว่าผู้จัดการกองทุนรายนี้มีความสำคัญบางประการต่อคดีอื่นของรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามเรื่องของ Epstein กลับมาแดงอีกครั้งในปี 2018 หลังจากที่นักสืบ Julie K. Brown ได้พบหลักฐานผู้รอดชีวิตจากธุรกิจค้ากามของ Epstein กว่า 80 คน ส่งผลทำให้คดีถูกนำกลับมาอีกครั้งและทำให้ Epstein ต้องกลับไปนอนในคุกโดยไม่ให้ประกันตัวในปี 2019

การตายปริศนา

หลังจากที่ติดคุกเป็นเวลาได้ไม่นาน Epstein ถูกพบในห้องขังว่ามีร่องรอยการทำร้ายตัวเองโดยมีจุดประสงค์หวังที่จะฆ่าตัวตายผ่านการผูกคอ แต่แล้วเพียงระยะเวลาไม่ถึงอาทิตย์เขากลับถูกปลดออกจากบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย

ในวันที่ 9 สิงหาคม เพื่อนร่วมห้องขังของเขาถูกย้ายออกไปโดยที่ไม่มีใครมาแทนที่อย่างไม่ทราบสาเหตุ อีกทั้งในคืนเดียวกัน Epstein ยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยการ์ดของเรือนจำเป็นเวลาถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งผิดวิสัยและเป็นการละเลยหน้าที่ แถมกล้องวงจรปิดหน้าห้องขังของเขายังเกิดขัดข้องแบบพอดิบพอดี

รุ่งเช้าของวันที่ 10 สิงหาคม Epstein ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตจากการผูกคอตายในห้องขัง ด้วยความที่เหตุการณ์ต่างๆ ดูน่าสงสัยจนเกินไปเกินกว่าที่จะเป็นความบังเอิญ ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกจึงเชื่อมั่นว่า Epstein อาจไม่ได้ฆ่าตัวตายจริง แต่อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ซับซ้อนมากไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดฉากแกล้งตาย หรือเป็นการสั่งปิดปากจากบุคคลระดับสูงของโลก

แฟ้มลับของ Epstein

ปัจจุบันเอกสารของคดี Epstein ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักบนโลกออนไลน์ เพราะคดีดังกล่าวยิ่งขุดลึกยิ่งเจอแต่เรื่องราวน่าประหลาดใจมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมบุคคลเพียงคนเดียวถึงมีอิทธิพลกับโลกได้มากขนาดนี้ ส่วนใครที่อยากทราบว่า Epstein เกี่ยวข้องอะไรกับ Bitcoin รวมไปถึงนักพัฒนายุคแรก เช่น Satoshi Nakamoto สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความด้านล่าง

ลิงก์ข่าวที่เกี่ยวข้อง