<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

JP Morgan คาดทองแตะ 6,300 ดอลลาร์ปลายปี 2026 หรือ Bitcoin จะแพ้ทองอีกครั้ง?

สรุปข่าว
  • JP Morgan ปรับเป้าราคาทองสิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 214,000 บาท) จากเดิม 5,055 ดอลลาร์ เนื่องจากธนาคารกลางและนักลงทุนซื้อทองอย่างแข็งแกร่ง
  • ธนาคารกลางทั่วโลก ซื้อทองเกิน 1,000 ตันต่อปีติดต่อกันตั้งแต่ปี 2022 และคาดว่าจะซื้อ 800 ตันในปี 2026
  • ทองปรับตัวลง 9.8% มาอยู่ที่ประมาณ 5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากร่วงแรงที่สุดในรอบนับตั้งแต่ปี 1983

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

การที่ JP Morgan ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกคาดการณ์ราคาทองสูงขึ้นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินทรัพย์แบบ “Real Asset” มากกว่า “Paper Asset” ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งทองและ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกนอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น การที่ Fed อาจมีท่าทีแข็งกร้าว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น อาจกดดันทิ้งทองและ Bitcoin ให้ปรับฐานต่อไป แต่โดยรวมแล้ว เทรนด์การกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ของธนาคารกลางทั่วโลก เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ทางเลือกทั้งหมดในระยะกลางถึงยาว รวมถึง Crypto ด้วย

ธนาคาร JP Morgan ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองสิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 214,000 บาท) จากเดิมที่คาดไว้ 5,055 ดอลลาร์ ตามรายงานจาก Investing.com เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 โดยระบุว่าความต้องการจากธนาคารกลางและนักลงทุนยังคงแข็งแกร่ง ท่ามกลางเทรนด์การกระจายทุนสำรองออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ยังไม่สิ้นสุด การคาดการณ์ครั้งนี้ออกมาหลังจากทองร่วงลงอย่างรุนแรง 9.8% ในวันเดียวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1983 และปรับตัวลงรวม 18% มาอยู่ที่ประมาณ 5,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 171,700 บาท) ในปัจจุบัน

ธนาคารกลางทั่วโลกกวาดซื้อทอง – De-dollarization เต็มรูปแบบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ราคาทองจะพุ่งสูงมาก แต่ธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงซื้อทองอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการซื้อทอง:

  • ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองเกิน 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2022
  • ในไตรมาส 4 ของปี 2025 ธนาคารกลางซื้อทองถึง 230 ตัน ทำให้ยอดรวมทั้งปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 863 ตัน
  • JP Morgan คาดว่าธนาคารกลางจะซื้อทองประมาณ 800 ตันในปี 2026

เหตุผลการซื้อ

  • กระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์และสินทรัพย์สหรัฐฯ
  • ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งเกิน 36 ล้านล้านดอลลาร์
  • ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
  • ทองเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ใช่หนี้สินของใคร”

นักลงทุนเอกชนเพิ่มการถือทอง

นอกจากธนาคารกลางแล้ว นักลงทุนเอกชนก็เริ่มเพิ่มการถือทองเช่นกัน:

  • Gold ETF มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีเงินไหลเข้าประมาณ 250 ตันในปี 2026
  • Physical Bar and Coin ความต้องการคาดว่าจะเกิน 1,200 ตันต่อปี
  • Portfolio Allocation สัดส่วนทองในพอร์ตรวมของนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2.8% ในไตรมาส 3 ของปี 2025

JP Morgan ระบุว่า ทองกำลังกลายเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบหลากหลาย” ที่นักลงทุนใช้ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ความเสี่ยงจากค่าเงิน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ธนาคารใหญ่ๆ คาดการณ์เป็นเสียงเดียว

ที่น่าสนใจคือ ธนาคารใหญ่ๆ ทั่วโลกต่างคาดการณ์ราคาทองสูงขึ้นพร้อมกัน:

  • JP Morgan: 6,300 ดอลลาร์ (ประมาณ 214,000 บาท)
  • UBS: 6,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 210,800 บาท)
  • Deutsche Bank: 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 204,000 บาท)
  • Societe Generale: 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 204,000 บาท)
  • Goldman Sachs: 5,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 183,600 บาท)
  • Wells Fargo: 6,100-6,300 ดอลลาร์ (ประมาณ 207,400-214,200 บาท)

การที่ธนาคารใหญ่ๆ มีคาดการณ์ที่ใกล้เคียงกันมากเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเห็นปัจจัยพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการกระจายทุนสำรองของโลก

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

แม้ JP Morgan จะมองโทนบวก แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรระวัง:

  • Real Yield สูงเกิน 2% อาจกดดันราคาทอง
  • Fed ที่อาจมีท่าทีแข็งกร้าว หลังจากมีการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed ซึ่งเป็นที่รู้จักว่ามีท่าที Hawkish
  • ความผันผวนระยะสั้น ยังคงสูงมาก ดังที่เห็นจากการร่วง 9.8% ในวันเดียว

ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การที่ JP Morgan และธนาคารใหญ่ๆ ทั่วโลกต่างคาดการณ์ราคาทองสูงขึ้นพร้อมกัน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ทองกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในฐานะทุนสำรองของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายทศวรรษ สำหรับนักลงทุน Crypto นี่เป็นข่าวที่ควรจับตา เพราะปัจจัยที่ทำให้ทองขึ้นที่ล้วนเป็นปัจจัยบวกต่อ Bitcoin และ Crypto ด้วยเช่นกัน

ที่มา: @Investingcom