<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

แบงก์ชาติสหรัฐฯ ดับฝัน! ประชุมลับทำเนียบขาวเรื่อง “ดอกเบี้ย Stablecoin” ล่ม ไร้ข้อสรุป

สรุปข่าว
  • การเจรจาลับที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ระหว่างกลุ่มธนาคารและบริษัทคริปโตเรื่องการกำหนดกฎระเบียบผลตอบแทน (Yield) ของ Stablecoin จบลงโดยไม่มีข้อสรุป
  • กลุ่มธนาคารพยายามผลักดันให้สั่งห้ามการจ่ายผลตอบแทนจากการถือครอง Stablecoin เกือบทั้งหมด เนื่องจากกังวลว่าเม็ดเงินฝากจะไหลออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 231 ล้านล้านบาท)
  • การเจรจาถูกยืดระยะเวลาออกไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2026 ซึ่งความล่าช้านี้อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในวุฒิสภาให้ต้องสะดุดลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bearish แม้ข่าวนี้จะไม่ได้ทำให้เกิดแรงเทขายโดยตรงเหมือนข่าวการแฮ็กหรือการฟ้องร้อง แต่ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับ Stablecoin ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังด้านสภาพคล่องของตลาดคริปโต จะทำให้นักลงทุนสถาบันและโปรเจกต์ต่าง ๆ ชะลอการขยายตัวออกไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจน ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมได้

การประชุมแบบปิดประตูตีแมวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ระหว่างตัวแทนจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมและบรรดาบริษัทคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับกฎระเบียบการจ่ายผลตอบแทน (Yield) สำหรับ Stablecoin ได้จบลงโดยไม่มีการบรรลุข้อตกลงใด ๆ เนื่องจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่รุนแรง โดยเฉพาะความกังวลของฝั่งธนาคารที่มองว่าคริปโตกำลังจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดครั้งใหญ่

แบงก์ผวาเงินฝากไหลออก 231 ล้านล้านบาท สั่งแบนการจ่าย Yield

จุดแตกหักสำคัญของดีลนี้คือการที่กลุ่มธนาคารพยายามนำเสนอหลักการเพื่อ “สั่งห้าม” การจ่ายผลตอบแทนใด ๆ ที่เชื่อมโยงกับการถือครอง Stablecoin อย่างเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่าหากแพลตฟอร์มคริปโตสามารถนำรายได้จากสินทรัพย์ค้ำประกันมาจ่ายเป็นดอกเบี้ยให้ผู้ใช้งานได้ จะทำให้เกิดสภาวะ “เงินฝากไหลออก” จากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งมีการประเมินว่าอาจสร้างความเสียหายต่อสภาพคล่องของธนาคารได้สูงถึง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 231 ล้านล้านบาท

บริษัทคริปโตโต้กลับ “อ้างกฎหมายเพื่อผูกขาด”

ทางฝั่งผู้สนับสนุนคริปโตได้ออกมาโต้แย้งอย่างดุเดือดว่า การพยายามแบนการจ่ายผลตอบแทนนี้เป็นเพียงข้ออ้างของกลุ่มนายทุนเดิมที่ต้องการรักษาสถานะผูกขาด และขัดขวางนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ

ข้อพิพาทนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยเอกสารที่หลุดออกมาระบุว่า แม้กลุ่มธนาคารจะยอมถอยก้าวหนึ่งด้วยการเสนอข้อยกเว้นให้จ่ายผลตอบแทนได้เฉพาะส่วนที่อิงตาม “ปริมาณการทำธุรกรรม” (Transaction-based) แต่ก็ยังเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงกฎหมายอยู่ดี


ในมุมมองของผู้เขียน การล่มของการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดีต่ออุตสาหกรรมคริปโตในระยะสั้น เพราะมันหมายความว่าการผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในชั้นวุฒิสภาจะต้องล่าช้าออกไปอีก ยิ่งเวลาล่วงเลยเข้าใกล้ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม ของสหรัฐฯ มากเท่าไหร่ นักการเมืองก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในประเด็นที่อ่อนไหวและมีความขัดแย้งสูงมากเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดคริปโตในสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมายต่อไปอีกหลายเดือน

ที่มา: @BullTheoryio