SEC เปลี่ยนนโยบายใหญ่ อนุญาตนับ Stablecoin เป็นทุนสำรอง เปิดทางสภาพคล่องวอลล์สตรีท

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • SEC สหรัฐฯ อนุญาตให้บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นับ Stablecoin เป็นทุนสำรองตามกฎหมายได้ โดยหักมูลค่าเพียง 2%
  • นโยบายใหม่ช่วยให้บริษัทสามารถใช้ Stablecoin ได้ถึง 98% ของมูลค่าเทียบเท่าเงินสด เพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัล
  • การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คาดว่าจะเปิดทางให้เกิดกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกบนบล็อกเชน (tokenized securities) มากขึ้นบนวอลล์สตรีท

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

นโยบายนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับตลาด Stablecoin และคริปโตโดยรวม เพราะจะดึงดูดเงินทุนสถาบันเข้ามาในระบบมากขึ้น และเป็นการยืนยันว่า Stablecoin กำลังถูกยอมรับให้เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัลที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ได้ออกนโยบายสำคัญที่อนุญาตให้บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (broker-dealers) สามารถนับ Stablecoin เป็นทุนสำรองตามกฎหมายได้ โดยหักมูลค่าเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทเหล่านี้สามารถใช้มูลค่า Stablecoin ได้ถึง 98% เทียบเท่ากับเงินสด ตามรายงานของ CoinDesk เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้คาดว่าจะปลดล็อกสภาพคล่องจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาด Stablecoin และเพิ่มกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกบนบล็อกเชน (tokenized securities) บนวอลล์สตรีท

การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญจาก SEC

นโยบายใหม่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ ที่ในอดีตมีท่าทีระมัดระวังอย่างมากต่อสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะในช่วงที่ Gary Gensler ดำรงตำแหน่งประธาน SEC นโยบายเดิมกำหนดให้บริษัทนายหน้าต้องหักมูลค่าสินทรัพย์คริปโตเกือบทั้งหมดเมื่อนับเป็นทุนสำรอง ทำให้สินทรัพย์เหล่านี้ไม่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในระดับสถาบัน

การที่ SEC ลดอัตราการหักมูลค่า (haircut) ลงเหลือเพียง 2% สำหรับ Stablecoin หมายความว่าหน่วยงานกำกับดูแลมองว่า Stablecoin มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอื่นๆ นโยบายนี้จะช่วยให้บริษัทนายหน้าสามารถถือ Stablecoin เช่น USDT ของ Tether และ USDC ได้โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจตามข้อกำหนดด้านเงินทุนขั้นต่ำ

ผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัลและ Tokenized Securities

นโยบายใหม่นี้คาดว่าจะเป็นตัวเร่งสำคัญสำหรับการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากบริษัทนายหน้าสามารถใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือสำหรับการชำระเงินและการจัดการสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การมีสภาพคล่องที่เพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาด tokenized securities เติบโตได้

Tokenized securities คือหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม เช่น หุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่ถูกแปลงเป็นโทเค็นบนบล็อกเชน ซึ่งช่วยให้การซื้อขายเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำกว่า และสามารถแบ่งส่วนสินทรัพย์ได้ละเอียดกว่าระบบดั้งเดิม การที่บริษัทนายหน้าสามารถใช้ Stablecoin เป็นทุนสำรองได้จะทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นในการให้บริการผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเหล่านี้มากขึ้น

ความหมายต่อตลาด Stablecoin

สำหรับตลาด Stablecoin นโยบายนี้ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ออก Stablecoin รายใหญ่อย่าง Tether (USDT) และ Circle (USDC) การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่บนวอลล์สตรีทสามารถถือ Stablecoin ได้โดยไม่กระทบต่อการดำเนินงาน จะเพิ่มความต้องการและปริมาณการใช้งาน Stablecoin อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังเป็นการยืนยันสถานะของ Stablecoin ว่ากำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญในระบบการเงินสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ว่ารัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลกำลังเปลี่ยนท่าทีจากการต่อต้านมาเป็นการรองรับและกำกับดูแลอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิมกำลังเปิดรับเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตมากขึ้นจริงๆ การที่ SEC ยอมให้นับ Stablecoin เป็นทุนสำรองด้วยอัตราการหักมูลค่าเพียง 2% แสดงว่าหน่วยงานกำกับดูแลเชื่อมั่นในความมั่นคงของ Stablecoin แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือรายละเอียดว่า Stablecoin ตัวไหนบ้างที่จะได้รับการยอมรับภายใต้นโยบายนี้ และจะมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะไม่ใช่ Stablecoin ทุกตัวมีความมั่นคงเท่ากัน สำหรับนักลงทุนคริปโต ข่าวนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งบอกว่าเงินทุนสถาบันจะไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงและสภาพคล่องให้กับตลาดในระยะยาว