<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลก ท้าศาลสูงสุดฯ ตลาดคริปโตเสี่ยงวิกฤตรัฐธรรมนูญ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีนำเข้า 10% กับทุกประเทศทั่วโลก พร้อมยืนยันจะไม่ยกเลิกภาษีใด ๆ แม้ศาลสูงสุดฯ จะมีคำสั่ง
  • การท้าทายคำสั่งศาลสูงสุดฯ สร้างความกังวลเรื่องวิกฤตรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ
  • ตลาดการเงินทั่วโลกรวมถึงคริปโตเผชิญความไม่แน่นอนสูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่รุนแรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การที่ทรัมป์ประกาศใช้ภาษีนำเข้าทั่วโลกพร้อมท้าทายศาลสูงสุดฯ สร้างความไม่แน่นอนสูงสุดในระดับรัฐธรรมนูญและการค้าโลก ส่งผลกระทบ bearish รุนแรงต่อทุกสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต เนื่องจากนักลงทุนหลบเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางวิกฤต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศใช้ภาษีนำเข้า 10% กับทุกประเทศทั่วโลก และยืนยันว่าจะคงภาษีทั้งหมดไว้แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำสั่งคว่ำนโยบายภาษีครั้งก่อน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ตามรายงานจาก Watcher.Guru การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายศาลสูงสุดโดยตรง และสร้างความกังวลเรื่องวิกฤตรัฐธรรมนูญในสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกรวมถึงตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงสุด

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์เตรียมใช้ภาษีนำเข้ารอบใหม่หลังศาลสูงสุดฯ มีคำสั่งคว่ำนโยบายภาษีเดิม โดยตลาดคริปโตในขณะนั้นเริ่มเห็นสัญญาณความกังวล แต่การประกาศครั้งนี้ยืนยันว่าทรัมป์จะไม่ยอมถอยและเลือกที่จะท้าทายระบบตุลาการโดยตรง

วิกฤตรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยเกิดขึ้น

การที่ประธานาธิบดีประกาศใช้นโยบายภาษีใหม่พร้อมระบุชัดเจนว่าจะไม่ยกเลิกภาษีใด ๆ แม้ศาลสูงสุดจะมีคำสั่ง ถือเป็นการท้าทายหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ที่เป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ นักวิเคราะห์กฎหมายหลายคนมองว่านี่เป็นสถานการณ์วิกฤตที่อาจนำไปสู่การเผชิหน้าระหว่างสถาบันบริหารและตุลาการ

การประกาศภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกในครั้งนี้กว้างกว่านโยบายครั้งก่อนมาก เนื่องจากครอบคลุมทุกประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งหมายความว่าพันธมิตรทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือทั้งหมดจะได้รับผลกระทบ คาดว่าจะมีการตอบโต้ทางการค้าจากหลายประเทศตามมา

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีกำลังเผชิญกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท อีกด้านหนึ่งคือวิกฤตรัฐธรรมนูญที่อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

นักลงทุนสถาบันหลายรายเริ่มปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยอาจขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin และ Altcoin เพื่อถือเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลแทน ขณะเดียวกัน ความผันผวนในตลาดฟอเร็กซ์และสินค้าโภคภัณฑ์จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตด้วย

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังได้รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง รวมถึง การที่ทรัมป์หาช่องทางกฎหมายใหม่เพื่อเก็บภาษีนำเข้า และ การโจมตีผู้พิพากษาศาลสูงสุดฯ ซึ่งทั้งหมดชี้ไปที่ความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่จะดำเนินนโยบายภาษีต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา

ในระยะสั้น นักลงทุนควรจับตาปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ซึ่งมีความสัมพันธ์สูงกับตลาดคริปโต หากตลาดหุ้นร่วงหนัก มีโอกาสสูงที่ Bitcoin และ Altcoin จะติดลบตาม นอกจากนี้ยังต้องติดตามว่าประเทศต่าง ๆ จะมีมาตรการตอบโต้ทางการค้าอย่างไร

ในระยะยาว ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือหากเกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายสหรัฐฯ ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก และอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนหันมาสนใจสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin ในฐานะ store of value ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใด ๆ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ครั้งนี้ร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะไม่ใช่แค่เรื่องภาษีนำเข้าธรรมดา แต่เป็นการท้าทายระบบตุลาการโดยตรง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในระดับนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สำหรับตลาดคริปโต ผมคาดว่าจะเห็นความผันผวนสูงมากในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะถ้ามีการเผชิหน้ากันระหว่างทำเนียบขาวกับศาลสูงสุด หรือมีการตอบโต้ทางการค้าจากประเทศอื่น ๆ ผมแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตเสี่ยงลง เก็บเงินสดไว้บ้าง และจับตาข่าวอย่างใกล้ชิด อย่าเพิ่งรีบเข้าซื้อแม้ราคาจะดูถูก เพราะเราอาจยังไม่เห็นจุดต่ำสุด ที่สำคัญคือต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ รวมถึงโอกาสที่สถานการณ์จะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน