สรุปข่าว
- บริษัทประกันชีวิต 4 รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นรายงานขาดทุนจากพันธบัตรภายในประเทศที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงพุ่งขึ้น 125% เมื่อเทียบรายปี ในไตรมาส 4 ปี 2568 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท
- ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงพุ่งขึ้น 546% นับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567 สะท้อนแรงกดดันรุนแรงในพอร์ตพันธบัตรของสถาบันการเงินญี่ปุ่น
- สถานการณ์นี้อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงินของญี่ปุ่นและส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก รวมถึงตลาดคริปโต ในรูปแบบของการหลบภัยเข้าสินทรัพย์ทางเลือก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ความเครียดในภาคการเงินแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก มักผลักดันให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยง แม้ว่าขาดทุนที่รายงานนี้จะเป็นแค่ขาดทุนบนกระดาษที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าสถานการณ์บานปลาย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 The Kobeissi Letter รายงานว่า บริษัทประกันชีวิต 4 รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้แก่ Nippon Life ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและอันดับ 6 ของโลก พร้อมด้วยบริษัทประกันชีวิตชั้นนำอื่นๆ รายงานขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized losses) จากพันธบัตรภายในประเทศพุ่งสูงขึ้น 125% เมื่อเทียบรายปี ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้พุ่งขึ้นถึง 546% นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2567 สะท้อนถึงแรงกดดันอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในพอร์ตพันธบัตรของสถาบันการเงินญี่ปุ่น
สาเหตุของขาดทุนพอร์ตพันธบัตร
ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้เกิดจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้มูลค่าของพันธบัตรที่ถืออยู่ลดลง บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรองค์กรจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นสินทรัพย์รองรับเงินสำรองและเงินจ่ายผลประโยชน์ในอนาคต เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) เริ่มปรับนโยบายการเงินและให้สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรใหม่สูงขึ้น มูลค่าตลาดของพันธบัตรเก่าที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าจะลดลง ทำให้เกิดขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในสมุดบัญชี แม้ว่าบริษัทประกันชีวิตจะไม่ได้ขายพันธบัตรเหล่านี้จริงก็ตาม แต่ขาดทุนบนกระดาษนี้สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่อ่อนแอลง และอาจกลายเป็นปัญหาจริงหากบริษัทต้องเร่งขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินสดรองรับการจ่ายเงินประกัน
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
เหตุการณ์นี้มีนัยสำคัญต่อตลาดคริปโตในหลายมิติ ประการแรก สถานการณ์ความเครียดในภาคการเงินแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างญี่ปุ่น มักเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ทางเลือกที่อยู่นอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในยุคที่ความไว้วางใจในสถาบันการเงินลดลง
ประการที่สอง หากสถานการณ์นี้บานปลายจนกลายเป็นวิกฤตสภาพคล่องในระบบการเงินญี่ปุ่น อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก และอาจกระตุ้นให้เกิดการลดอัตราดอกเบี้ยหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลาง ซึ่งในอดีตมักส่งผลบวกต่อราคาสินทรัพย์ความเสี่ยงอย่างคริปโต
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าหากวิกฤตเกิดขึ้นจริงในระยะสั้น ตลาดคริปโตอาจได้รับผลกระทบเชิงลบก่อนในรูปแบบของการขายทิ้งเพื่อหาเงินสดรองรับความต้องการสภาพคล่อง (liquidity crunch) แต่ในระยะกลางถึงยาว เหตุการณ์ประเภทนี้มักเสริมความเชื่อในมูลค่าพื้นฐานของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน
ประเด็นที่ต้องจับตามอง
นักลงทุนคริปโตควรจับตามองปฏิกิริยาของธนาคารกลางญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด หากธนาคารกลางเลือกที่จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือกลับมาใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อบรรเทาแรงกดดันในระบบการเงิน อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาดสินทรัพย์ความเสี่ยงรวมถึงคริปโต
นอกจากนี้ ควรติดตามว่าสถาบันการเงินญี่ปุ่นรายอื่นๆ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ มีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันหรือไม่ เพราะหากปัญหานี้แพร่กระจายไปยังธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบการเงินโลกมากยิ่งขึ้น
ส่วนตัวผมมองว่า ข่าวนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่เตือนว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิมยังคงมีจุดอ่อนที่สำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการเงินที่ถือพันธบัตรจำนวนมากก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงนี้ แม้ว่าตอนนี้ยังเป็นแค่ขาดทุนบนกระดาษ แต่ถ้าสถานการณ์บีบให้ต้องขายพันธบัตรจริงๆ ปัญหาอาจบานปลาย สำหรับตลาดคริปโต ผมคิดว่าในระยะสั้นอาจเกิดความผันผวนตามตลาดการเงินโลก แต่ในระยะยาว เหตุการณ์แบบนี้กลับเป็นตัวเสริมความเชื่อใน Bitcoin ในฐานะทางเลือกที่อยู่นอกระบบ สิ่งที่ควรจับตาคือปฏิกิริยาของธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และดูว่าปัญหาจะกระจายไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ หรือไม่

