สรุปข่าว
- ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ออกแนวทางใหม่อนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์นับ Stablecoin เป็นทุนสำรอง โดยตัดมูลค่าเพียง 2%
- นโยบายนี้เปิดทางให้สถาบันการเงินใช้ USDT และ USDC ในระบบการเงินอย่างเป็นทางการ
- เป็นสัญญาณชัดเจนว่า Stablecoin กำลังได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลมากขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ SEC อนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์นับ Stablecoin เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรอง แสดงว่าหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มยอมรับคริปโตในระบบการเงินอย่างจริงจัง นโยบายนี้จะเปิดประตูให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาใช้งาน Stablecoin มากขึ้น ซึ่งจะดันความต้องการ USDT และ USDC เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลบวกต่อตลาดคริปโตโดยรวมในระยะยาว
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ออกแนวทางใหม่เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 อนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์ (broker-dealers) สามารถนับ Stablecoin เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรอง โดยตัดมูลค่าเพียง 2% เท่านั้น ตามรายงานจาก Cointelegraph เจ้าหน้าที่ SEC ระบุว่าหน่วยงาน “จะไม่คัดค้าน” การที่บริษัทหลักทรัพย์นับมูลค่า Stablecoin เข้าไปในการคำนวณเงินทุนสุทธิ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยอมรับ Stablecoin ในระบบการเงินหลัก
ความหมายของนโยบาย “Haircut 2%”
คำว่า “Haircut” หรือการตัดมูลค่า 2% หมายความว่า หากบริษัทหลักทรัพย์ถือครอง Stablecoin มูลค่า 100 ดอลลาร์ ระบบจะนับว่ามีมูลค่าเพียง 98 ดอลลาร์ เมื่อคำนวณทุนสำรองสุทธิ การตัดมูลค่าเพียง 2% ถือว่าต่ำมาก เทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มักถูกตัดมูลค่าสูงกว่า แสดงให้เห็นว่า SEC มองว่า Stablecoin โดยเฉพาะ USDT และ USDC มีความเสี่ยงต่ำใกล้เคียงกับเงินสด
นโยบายนี้ทำให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถถือครอง Stablecoin ได้โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจมากนัก เพราะไม่ต้องจัดสรรเงินทุนสำรองเพิ่มมากเกินไป นี่คือการเปิดทางให้สถาบันการเงินหันมาใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมและการจัดการสภาพคล่องได้อย่างเป็นทางการ
ผลกระทบต่อตลาด USDT และ USDC
การที่ SEC ออกแนวทางนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Stablecoin กำลังได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลมากขึ้น โดยเฉพาะ USDT ของ Tether และ USDC ของ Circle ซึ่งเป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุด นโยบายนี้อาจเป็นก้าวแรกในการที่บริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ ๆ ในวอลล์สตรีทจะเข้ามาใช้งาน Stablecoin อย่างจริงจัง
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่เป็นสัญญาณของการผสานระบบการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) เข้ากับระบบการเงินดิจิทัล ( DeFi) มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด Stablecoin และส่งผลดีต่อตลาดคริปโตโดยรวม เพราะ Stablecoin เป็นหัวใจสำคัญของการเทรดและการโอนเงินในระบบคริปโต
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
แม้ว่านโยบายนี้จะเป็นข่าวดี แต่ยังมีคำถามว่าบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่จะใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้มากแค่ไหน และใน Stablecoin ตัวไหน รวมถึงยังต้องจับตาว่า SEC จะออกแนวทางเพิ่มเติมหรือกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ Stablecoin อีกหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานการสำรองเงินและความโปร่งใส
นอกจากนี้ ต้องดูด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำ SEC ในอนาคต (เนื่องจาก Gary Gensler จะหมดวาระ) จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเรื่องคริปโตอย่างไร นักลงทุนหลายคนคาดหวังว่าผู้นำคนใหม่อาจมีท่าทีเปิดกว้างต่อคริปโตมากกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่เป็นประโยชน์ต่อตลาดมากขึ้น
ส่วนตัวผมมองว่านโยบายนี้เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน แสดงว่า SEC เริ่มเปลี่ยนจากการ “ปิดกั้น” มาเป็น “ควบคุมอย่างมีหลักเกณฑ์” ซึ่งดีกว่าการปล่อยให้ตลาดอยู่ในเขตเทา การที่บริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่สามารถถือครอง Stablecoin ได้โดยไม่กระทบเงินทุนสำรองมากนัก มันจะเปิดประตูให้มีการใช้งาน USDT และ USDC เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ระหว่างสถาบัน สิ่งที่ต้องจับตาคือว่าบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ ๆ จะกล้าใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้มากแค่ไหน ถ้าเห็นเจ้าใหญ่วอลล์สตรีทเริ่มถือ Stablecoin เป็นจำนวนมาก นั่นจะเป็นสัญญาณที่ดีมาก ๆ ว่าตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่ระดับการยอมรับใหม่

