Bitcoin ร่วงหลุด $65,000 ท่ามกลางแรงขายทั่วโลก ตลาดเสี่ยงถูกทิ้ง

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitcoin ร่วงหลุดระดับ $65,000 มาอยู่ที่ $64,921 ลดลง 3.85% ในรอบ 24 ชั่วโมง ท่ามกลางแรงขายที่รุนแรง
  • การหลุดระดับนี้เป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ อาจเปิดทางสู่การทดสอบจุดต่ำสุดเดือนกุมภาพันธ์ที่ $62,854 อีกครั้ง
  • ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอ่อนแอ สะท้อนความกังวลต่อนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การหลุดระดับ $65,000 เป็นสัญญาณเชิงลบที่สำคัญในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อมองว่า Bitcoin ยังคงอยู่ในกรอบเทรนด์ขาลงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 การหลุดจุดนี้อาจเร่งแรงขายให้รุนแรงขึ้น และเปิดโอกาสให้ทดสอบแนวรับที่ $62,854 อีกครั้ง

ราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับ $65,000 ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 มาอยู่ที่ $64,921 ลดลง 3.85% ในรอบ 24 ชั่วโมง ท่ามกลางแรงขายที่ทวีความรุนแรงในช่วง 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งราคาได้ดิ่งลงจาก $67,585 มาแตะจุดต่ำสุดที่ $64,435 ก่อนจะปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อย การหลุดระดับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางจิตวิทยา เนื่องจาก $65,000 เป็นแนวรับที่นักเทรดจับตามองอย่างใกล้ชิด และการหลุดลงไปอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเตรียมทดสอบจุดต่ำสุดของเดือนกุมภาพันธ์ที่ $62,854 อีกครั้ง

BTC price chart 24h

ปริมาณการซื้อขายในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 4.784 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ยังคงอยู่ที่ $1.30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่กำลังถูกกดดันอย่างหนัก จากแนวโน้มขาลงที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เมื่อราคาเคยแตะจุดสูงสุดใกล้ $124,774 และตอนนี้ได้ลดลงไปแล้วกว่า 47% จากจุดนั้น

บริบทโลกที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยง

การร่วงลงของ Bitcoin ในช่วงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่กำลังอ่อนแอลง ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin มีราคาสูงขึ้น นักลงทุนสถาบันหลายรายเริ่มชะลอการสะสม เนื่องจากยังมองว่าสภาพแวดล้อมด้านอัตราดอกเบี้ยยังไม่เอื้ออำนวย

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของตลาด การที่นักลงทุนเลือกที่จะถือเงินสดหรือย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แทนการถือสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนให้เห็นถึงโหมด risk-off ที่กำลังครอบงำตลาดในขณะนี้

ความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นเทคโนโลยี

Bitcoin ยังคงมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Nasdaq ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีแนวโน้มอ่อนแอลงเช่นกัน การที่นักลงทุนเริ่มทยอยขายหุ้นเทคโนโลยีเพื่อล็อกกำไรและลดความเสี่ยง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Bitcoin ที่มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในประเภทเดียวกัน

ปฏิกิริยาของตลาดคริปโต

การหลุด $65,000 ของ Bitcoin ส่งสัญญาณเชิงลบไปยังตลาด Altcoin ทั้งหมด เหรียญอื่น ๆ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงตาม โดยเฉพาะเหรียญที่มีความผันผวนสูง ซึ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า Bitcoin มาก นักลงทุนหลายรายเริ่มย้ายเงินเข้าสู่ Stablecoin เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมในการกลับเข้าตลาด

ข้อมูล on-chain แสดงให้เห็นว่ามีการถอน Bitcoin ออกจากเว็บกระดานเทรดเพิ่มขึ้น ซึ่งในทางหนึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ดีว่านักลงทุนระยะยาวยังคงเลือกที่จะถือครองต่อแทนการขาย แต่ในอีกทางหนึ่ง ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับการล้างพอร์ตฝั่ง long ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีแรงกดดันขายที่ค้างอยู่

ข้อมูล ETF ที่น่าจับตา

กองทุน Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ที่เคยเป็นแรงซื้อสำคัญในช่วงต้นปี ก็เริ่มมีสัญญาณชзамедลงในช่วงหลัง ข้อมูลการไหลเข้าออกของเงินทุนแสดงให้เห็นว่ามีการไหลออกสุทธิเพิ่มขึ้นในบางวัน สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันอาจกำลังรอสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นก่อนจะเพิ่มสัดส่วนการถือครอง

สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า

หาก Bitcoin ไม่สามารถปกป้องระดับ $64,000 ได้ในระยะสั้น โอกาสที่จะไปทดสอบจุดต่ำสุดเดือนกุมภาพันธ์ที่ $62,854 มีสูงมาก และหากหลุดจุดนั้นไปอีก อาจเห็นแรงขายเร่งตัวลงสู่ระดับ $60,000 หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งจะเป็นการทดสอบความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวอย่างจริงจัง

ในทางกลับกัน หากสามารถฟื้นกลับเหนือ $65,000 ได้อย่างมั่นคง และสามารถทะลุแนวต้านที่ $66,000-$67,000 ได้ อาจเป็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มอ่อนตัวลง และตลาดอาจพยายามกลับไปทดสอบระดับ $70,000 อีกครั้ง แต่ในภาพรวมแล้ว โครงสร้างเทรนด์ระยะกลางยังคงเป็นขาลง จนกว่าจะมีการทะลุแนวต้านสำคัญที่ $73,000 ได้

ปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา

การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงาน จะมีผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หากข้อมูลออกมาในทิศทางที่ทำให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกนาน Bitcoin อาจได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การพัฒนาด้านกฎระเบียบคริปโตในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม ข่าวดีด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้นอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าการหลุด $65,000 ในครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดี โดยเฉพาะเมื่อมองในบริบทของภาพรวมตลาดโลกที่กำลังอยู่ในโหมดระมัดระวัง การที่ Bitcoin ยังคงมีความสัมพันธ์สูงกับตลาดหุ้นเทคโนโลยี ทำให้มันยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้ตามที่หลายคนหวัง

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจับตามากที่สุดตอนนี้คือระดับ $62,800 ถ้าหลุดไปอาจเห็นแรงขายที่รุนแรงขึ้น เพราะมันจะทำให้คนที่ซื้อในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์หวังว่าจะดีดกลับ ต้องตัดสินใจว่าจะถือต่อหรือตัดขาดทุน สำหรับคนที่ถืออยู่ ผมแนะนำให้ติดตามแนวรับนี้อย่างใกล้ชิด และอาจพิจารณาตั้งจุด stop loss ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้

ในอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มีเงินทุนสำรองพร้อม ถ้าราคาลงไปทดสอบระดับ $60,000 หรือต่ำกว่านั้น อาจเป็นจุดสะสมที่น่าสนใจ แต่ต้องมีแผนการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และไม่ควรยัดเงินทั้งหมดลงไปในครั้งเดียว การค่อย ๆ เฉลี่ยราคาลงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่าในสถานการณ์แบบนี้