สรุปบทความ
- จีน รัสเซีย และอิหร่าน ควบคุม hashrate รวมเกือบ 30% ของโลก ด้วยต้นทุนพลังงานที่รัฐอุดหนุนจนเกือบเป็นศูนย์
- Elliptic รายงานว่าเว็บกระดานเทรดที่เชื่อมโยงกับรัสเซียยังคงช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
- ทฤษฎีชี้ว่าการเทขาย Bitcoin จากนักขุดที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ อาจเป็นสงครามการเงินที่มุ่งทำลายนโยบายสนับสนุนคริปโตของทรัมป์และกดราคาให้นักลงทุนทั่วโลกขาดทุน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
ถ้าทฤษฎีนี้มีมูลความจริงแม้เพียงบางส่วน มันหมายความว่ามีแรงขายเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่จากรัฐบาลที่มีต้นทุนต่ำกว่าตลาดมาก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคา Bitcoin อย่างต่อเนื่อง รายงานของ Elliptic เรื่องการหลบเลี่ยงคว่ำบาตรก็ยืนยันว่าคริปโตถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์จริง ทำให้ตลาดเผชิญกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่นอกเหนือจากปัจจัยทางเทคนิคทั่วไป
ลองจินตนาการภาพนี้ Bitcoin ที่คุณเพิ่งซื้อด้วยเงินเก็บทั้งชีวิต อาจเป็น Bitcoin ที่เพิ่งถูกขุดออกมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำของรัฐบาลจีน หรือจากเครื่องขุดที่ซ่อนอยู่ในโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือจากฟาร์มขุดในไซบีเรียที่ใช้ก๊าซธรรมชาติราคาเกือบศูนย์ของรัสเซีย แล้วถูกเทขายลงตลาดเพื่อกดราคาให้นักลงทุนอเมริกันและนักลงทุนทั่วโลกอย่างเราขาดทุน
ฟังดูเหมือนทฤษฎีสมคบคิดใช่ไหม? แต่ถ้าเรามองข้อมูลอย่างจริงจัง มันอาจไม่ได้ไกลจากความจริงเท่าที่คิด
เมื่อ Hashrate กลายเป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์

มีทฤษฎีหนึ่งที่กำลังร้อนแรงในชุมชนคริปโตตะวันตก นั่นคือ จีน รัสเซีย และอิหร่าน กำลังใช้การขุด Bitcoin เป็นเครื่องมือทำสงครามทางการเงินกับสหรัฐอเมริกา สามประเทศนี้ควบคุม hashrate รวมกันเกือบ 30% ของทั้งโลก ด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำเกือบเป็นศูนย์เพราะรัฐอุดหนุนให้ทั้งหมด
@Scutty นักวิเคราะห์ชื่อดังบน X ชี้ให้เห็นความผิดปกติที่น่าสนใจว่า ฟิวเจอร์ CSI 300 ของจีนกำลังเป็นตัวขับเคลื่อนความเชื่อมั่นในตลาดโลก โดยมีค่าสหสัมพันธ์กับดัชนี S&P 500 และ AUD/JPY สูงเกือบ 1 แต่กลับเป็นสัดส่วนผกผันกับ Bitcoin ในช่วงเวลาเดียวกัน พูดง่าย ๆ คือ ตลาดหุ้นขึ้น แต่ Bitcoin กลับถูกกดลง สิ่งนี้สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่ามี “ใครบางคน” กำลังตั้งใจเทขาย Bitcoin ในจังหวะที่ตลาดการเงินอื่นเป็นขาขึ้น
คำถามคือ ใครมีแรงจูงใจและทรัพยากรมากพอที่จะทำแบบนี้ได้?
ต้นทุนเกือบศูนย์ กำไรเป็นอาวุธ

เพื่อเข้าใจว่าทำไมสามประเทศนี้ถึงมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างในการขุด Bitcoin เราต้องเข้าใจเรื่องต้นทุนพลังงานก่อน
ในสหรัฐอเมริกา นักขุดต้องจ่ายค่าไฟในราคาตลาด ต้องลงทุนซื้อเครื่องขุด ต้องจ่ายภาษี และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุนการขุด Bitcoin หนึ่งเหรียญในสหรัฐฯ อยู่ที่หลายหมื่นดอลลาร์ แต่ในจีน รัสเซีย และอิหร่าน สถานการณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จีนมีพลังงานน้ำในมณฑลเสฉวนและยูนนานที่ผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการในช่วงฤดูฝน ไฟฟ้าส่วนเกินนี้แทบไม่มีค่าใช้จ่าย รัสเซียมีก๊าซธรรมชาติมหาศาลที่ถูกคว่ำบาตรจนส่งออกไม่ได้ การเอามาผลิตไฟฟ้าขุด Bitcoin จึงเป็นการเปลี่ยนก๊าซที่ขายไม่ออกให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก ส่วนอิหร่านใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และน้ำมันที่อุดหนุนราคาภายในประเทศ
เมื่อต้นทุนการขุดต่ำเกือบเป็นศูนย์ ทุก Bitcoin ที่ขุดได้คือกำไรล้วน ๆ และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ Bitcoin เหล่านี้สามารถถูกเทขายทิ้งในราคาเท่าไหร่ก็ได้โดยยังไม่ขาดทุน นี่คือข้อได้เปรียบที่นักขุดสหรัฐฯ ไม่มีทางแข่งได้
รัสเซียกับการหลบคว่ำบาตรผ่านคริปโต ภาพที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลศัตรูของสหรัฐฯ ใช้คริปโตเป็นเครื่องมือมาจากรายงานของ Elliptic ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชั้นนำ @thedailyblock รายงานว่า Elliptic ได้ตั้งธงเตือนเว็บกระดานเทรดที่เชื่อมโยงกับรัสเซียหลายแห่งว่ายังคงช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอยู่
@TronWeekly ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเว็บกระดานเทรดที่เชื่อมโยงกับรัสเซียยังคงเคลื่อนย้ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์แม้จะถูกคว่ำบาตร โดยแพลตฟอร์มอย่าง Bitpapa และ ABCeX ช่วยแปลงเงินรูเบิลเป็นคริปโต แล้วส่งเงินไปยังหน่วยงานที่ถูกขึ้นบัญชีดำ @BPmetax เสริมว่ารายงานของ Elliptic ชี้ว่าเว็บกระดานเทรดที่ใช้ชื่อว่า “Network” ช่วยรัสเซียหลบคว่ำบาตรผ่านสเตเบิลคอยน์และโต๊ะ OTC โดยมีธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
นี่ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลหลายประเทศ และมันชี้ให้เห็นว่ารัสเซียมองคริปโตเป็นมากกว่าแค่สินทรัพย์ลงทุน มันคือเครื่องมือเลี่ยงอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยตรง
@ryanmauro ยังเตือนอีกว่า “รัสเซียกำลังมุ่งเป้าขโมยคริปโตจากชาวอเมริกันอย่างเป็นระบบด้วยปฏิบัติการที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรมหาศาล” พร้อมระบุว่าตนรู้จักคนที่ถูกโจมตีเป็นการส่วนตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ตอบโต้ เพราะ “ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการเผาทรัพย์สินของชาวอเมริกันกับการขโมยมัน”
จีน “แบน” คริปโต แต่ไม่เคยหยุดเล่นเกมนี้

เรื่องที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับจีนคือคิดว่าจีน “แบนคริปโต” แล้วก็จบ ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
@Zen_EVOLVE ผู้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ อธิบายว่า “โดยทั่วไปแล้วเราไม่สามารถโปรโมตคริปโตในจีนได้เพราะมีการหลอกลวงเยอะ แต่ไม่ค่อยมีการแทรกแซงการเทรดส่วนตัว” และเสริมว่า “กฎหมายในฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ต่างกัน ทำให้จัดการได้ง่าย”
@VanRijmenam มองลึกกว่านั้นว่าจีนไม่ได้แค่ “แบนคริปโต” แต่กำลังสร้าง “สะพานที่มีประตูควบคุม” ด้วยการใช้ Real World Asset tokenization เป็นเครื่องมือทางการเงินแห่งอนาคต พูดง่าย ๆ คือ จีนกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลของตัวเอง แบบที่ควบคุมได้ ไม่ต้องพึ่งพาระบบดอลลาร์
แล้วข้อมูลจาก @grok ก็เสริมภาพให้ชัดขึ้นว่าเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของจีนและรัสเซีย สามารถอยู่รอดภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้ตั้งแต่ปี 2006 ส่วนหนึ่งเพราะจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีเหนือ (มากกว่า 90% ของการค้า) บังคับใช้มาตรการอย่างหละหลวม และเกาหลีเหนือเองก็ขโมยคริปโตมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2024-2025 เป็นหนึ่งในช่องทางหลบคว่ำบาตรหลัก
ถ้ารวมจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือเข้าด้วยกัน เราจะเห็น “กลุ่มพันธมิตร” ที่ใช้ Bitcoin และคริปโตเป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ
เป้าหมายที่แท้จริง คือทำลายวาระคริปโตของทรัมป์?

ทฤษฎีนี้มีอีกมิติที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือ การเทขาย Bitcoin อย่างเป็นระบบอาจไม่ได้แค่เพื่อหาเงิน แต่เป็นการโจมตีวาระทางการเมืองของ Donald Trump โดยตรง
ทุกคนรู้ดีว่ารัฐบาลทรัมป์มีจุดยืนสนับสนุนคริปโตอย่างแข็งขัน การที่ Bitcoin ร่วงหนักย่อมสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของนโยบายนี้ @Shaunbaz ชี้ให้เห็นว่า “ทรัมป์กำลังเทขายตลาดหุ้นและคริปโตสหรัฐฯ ขณะที่จีนกำลังเทขายเงินและทองคำ” ซึ่งแม้จะพูดแบบติดตลก แต่มันสะท้อนภาพการต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจที่กำลังเกิดขึ้นจริง
@ChristianDOTsee มองว่า “การทนเจ็บตอนนี้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ จะเจ็บน้อยกว่าถ้าจีนได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ” ซึ่งสะท้อนมุมมองของฝั่งสนับสนุนทรัมป์ที่มองว่าสงครามเศรษฐกิจกับจีนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ Bitcoin เป็นหนึ่งในสมรภูมิรบ
ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง แม้เพียงบางส่วน มันหมายความว่าการที่ประเทศศัตรูของสหรัฐฯ ขุด Bitcoin แล้วเทขายอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็น “สงครามการเงินที่ซ่อนอยู่ในรูปแบบ Proof-of-Work”
แล้วนักลงทุนไทยอยู่ตรงไหนในสงครามนี้

สิ่งที่นักลงทุนไทยต้องตระหนักคือ เราไม่ได้อยู่นอกวงของเรื่องนี้ ถ้ามีรัฐบาลที่ขุด Bitcoin ด้วยต้นทุนเกือบศูนย์แล้วเทขายเพื่อกดราคา คนที่รับผลกระทบไม่ใช่แค่นักลงทุนอเมริกัน แต่เป็นนักลงทุนทุกคนที่ถือ Bitcoin รวมถึงคนไทย
@Djtradescrypto ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “นักขุดกำลังเทขาย” และเรียกมันว่าเป็น “การ capitulation ของนักขุดที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่จีนแบนคริปโต” คำถามคือ นักขุดกลุ่มไหนที่เทขาย? และทำไม?
ถ้าเป็นนักขุดเอกชนที่ถูกบังคับขายเพราะต้นทุนสูง นั่นเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรตลาด แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่ขุดด้วยต้นทุนเกือบศูนย์แล้วเลือกจังหวะเทขายเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด นั่นคือเรื่องคนละระดับ
และเรื่องนี้ท้าทายหลักการพื้นฐานที่สุดของ Bitcoin นั่นคือ “การกระจายอำนาจ” ถ้า hashrate เกือบหนึ่งในสามของโลกอยู่ในมือของรัฐบาลที่ไม่ได้มองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์แห่งเสรีภาพ แต่มองว่ามันเป็นอาวุธ แล้ว Bitcoin ยังกระจายอำนาจจริง ๆ หรือ?
ความเห็นผู้เขียน

ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าทฤษฎีนี้ยังอยู่ในขั้นของ “สมมติฐาน” มากกว่า “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว” เราไม่มีหลักฐานโดยตรงว่ารัฐบาลจีน รัสเซีย หรืออิหร่าน มีคำสั่งให้เทขาย Bitcoin เพื่อกดราคาโดยเจตนา
แต่สิ่งที่เรามีหลักฐานชัดเจน ได้แก่ หนึ่ง ประเทศเหล่านี้ขุด Bitcoin ในปริมาณมหาศาลด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก สอง รัสเซียใช้คริปโตหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นระบบตามรายงานของ Elliptic สาม เกาหลีเหนือขโมยคริปโตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเลี้ยงดูระบอบของตัวเอง และสี่ ความสัมพันธ์ระหว่างราคา Bitcoin กับตลาดหุ้นจีนมีพฤติกรรมผิดปกติ
ผมไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนตื่นตระหนกแล้วขาย Bitcoin แต่ผมอยากให้นักลงทุนไทยมองเรื่องนี้ด้วยสายตาที่กว้างขึ้น Bitcoin ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ มันอยู่ท่ามกลางสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี และการขุด Bitcoin ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องขุดกับค่าไฟ มันอาจเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ระดับชาติ
สิ่งที่ต้องจับตาดูคือ hashrate จากประเทศเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอีกไหม? รัฐบาลสหรัฐฯ จะมีมาตรการตอบโต้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด นักลงทุนรายย่อยอย่างเรามีทางป้องกันตัวเองอย่างไรบ้าง?
ส่วนตัวผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของ Bitcoin แต่ผมก็ตระหนักดีว่าเกมนี้ซับซ้อนกว่าที่ชาร์ตราคาบอกเราได้มาก สงครามครั้งนี้ไม่มีเสียงปืน มีแค่เสียง ASIC หมุน

