ธนาคารสหรัฐฯ แห่กู้เงินด่วนจาก Fed สูงสุดในรอบ 5 ปี ตลาดคริปโตเฮ

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ความต้องการใช้บริการ Standing Repo Facility (SRF) ของ Fed พุ่งสูงถึง $30.5 พันล้านดอลลาร์ เป็นครั้งที่ 4 ที่มีปริมาณสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤต COVID-19 ปี 2020
  • สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องเงินสดระยะสั้นอย่างรุนแรง
  • นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณที่ Fed อาจต้องเข้ามาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดคริปโต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

เมื่อธนาคารพาณิชย์ต้องแห่กู้เงินด่วนจาก Fed ในปริมาณมากขนาดนี้ แสดงว่าระบบการเงินแบบเดิมกำลังอ่อนแอ และมีโอกาสสูงที่ Fed จะต้องเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องหรือลดดอกเบี้ยเพื่อรับมือ ซึ่งในอดีตนโยบายแบบนี้มักส่งผลดีต่อ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการเตือนให้นักลงทุนเห็นถึงความเปราะบางของระบบธนาคาร ทำให้ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์นอกระบบดูน่าสนใจมากขึ้น

ธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ แห่กู้เงินสดระยะสั้นจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ผ่านช่องทาง Standing Repo Facility (SRF) ในปริมาณสูงถึง $30.5 พันล้านดอลลาร์ในวันอังคาร (วันที่ 23 ก.พ.) ตามรายงานของ The Kobeissi Letter โดยเป็นปริมาณที่สูงเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่วิกฤต COVID-19 ปี 2020 สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันสภาพคล่องในระบบธนาคารที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง SRF เป็นกลไกที่ Fed สร้างขึ้นเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้เงินสดฉุกเฉินโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน ซึ่งตัวเลขที่พุ่งสูงครั้งนี้บ่งชี้ว่าธนาคารกำลังต้องการเงินสดระยะสั้นอย่างเร่งด่วน

ทำไมธนาคารถึงต้องแห่กู้เงินจาก Fed

Standing Repo Facility (SRF) คือช่องทางที่ธนาคารพาณิชย์ใช้กู้เงินสดจาก Fed ในระยะเวลาสั้นโดยนำพันธบัตรรัฐบาลมาวางเป็นหลักประกัน เมื่อปริมาณการใช้ SRF เพิ่มสูงขึ้นแบบกะทันหันเช่นนี้ นักวิเคราะห์มักตีความว่าธนาคารพาณิชย์กำลังขาดสภาพคล่องเงินสดระยะสั้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น มีเงินฝากถอนออกมากขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมระหว่างธนาคารสูงขึ้น หรือการบริหารสภาพคล่องที่ผิดพลาด

ปริมาณ $30.5 พันล้านดอลลาร์ครั้งนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ มีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่ปริมาณสูงกว่านี้ และทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงวิกฤต COVID-19 ปี 2020 เมื่อระบบการเงินทั่วโลกเกือบล่มสลาย สัญญาณครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างมากในหมู่นักวิเคราะห์การเงิน เพราะอาจบ่งบอกว่าปัญหาสภาพคล่องในระบบธนาคารกำลังกลับมาอีกครั้ง

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

สำหรับตลาดคริปโต สัญญาณการขาดสภาพคล่องในระบบธนาคารครั้งนี้ถือเป็นข่าวที่มีผลกระทบในเชิงบวก (bullish) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เหตุผลแรกคือ เมื่อธนาคารพาณิชย์เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องมากขึ้น Fed มีโอกาสที่จะต้องเข้ามาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย หรือการเปิดโปรแกรม Quantitative Easing (QE) ใหม่เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ซึ่งนโยบายแบบนี้มักส่งผลดีต่อราคา Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ

เหตุผลที่สองคือ เหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนให้นักลงทุนเห็นถึงความเปราะบางของระบบธนาคารแบบเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกอื่นสำหรับระบบการเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาธนาคารหรือรัฐบาล เมื่อความเชื่อมั่นในระบบธนาคารลดลง นักลงทุนมักจะหันไปลงทุนใน Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Fed ประกาศ “หยุด QT” 1 ธ.ค. นี้ หลังตลาดเงินส่งสัญญาณ ‘ขาดเงินสด’ และ FOMC: สัญญาณตลาดวันนี้! ไม่ใช่แค่ลดดอกเบี้ย 25 bps แต่เป็น “น้ำเสียงพาวเวลล์” และการยุติ QT ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณครั้งนี้ที่แสดงให้เห็นว่า Fed กำลังถูกกดดันให้ต้องเข้ามาช่วยเหลือสภาพคล่องในระบบการเงินมากขึ้น

จับตาการตอบสนองของ Fed

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อไปคือการตอบสนองของ Fed ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า หากปริมาณการใช้ SRF ยังคงอยู่ในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้นต่อไป แสดงว่าปัญหาสภาพคล่องยังไม่คลี่คลาย และอาจบังคับให้ Fed ต้องออกมาประกาศมาตรการใหม่เพื่อรองรับ ซึ่งอาจรวมถึงการลดดอกเบี้ยนอกรอบ หรือการเปิดโปรแกรม QE ใหม่ เหมือนที่เคยทำในช่วงวิกฤต COVID-19

อีกสัญญาณหนึ่งที่ต้องจับตาคือ Federal Funds Rate และอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร หากอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ แสดงว่าธนาคารพาณิชย์กำลังขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และไม่กล้าปล่อยกู้ให้กันและกัน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้น


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมาก ๆ สำหรับทั้งตลาดหุ้นและคริปโต เพราะครั้งที่แล้วที่เห็นธนาคารแห่กู้เงินจาก Fed ในปริมาณขนาดนี้คือช่วงวิกฤต COVID-19 ปี 2020 ซึ่งตามมาด้วยการที่ Fed ต้องออกมาอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ และส่งผลให้ Bitcoin พุ่งขึ้นมาจาก $10,000 ไปแตะ $69,000 ภายในหนึ่งปี

สำหรับคนที่กำลังถือ Bitcoin หรือคริปโตอยู่ ผมคิดว่าข่าวนี้ไม่ใช่เหตุผลให้เร่งขาย แต่กลับเป็นสัญญาณที่น่าจับตาว่า Fed จะตอบสนองอย่างไร ถ้า Fed ออกมายอมรับว่าปัญหาสภาพคล่องมีจริง และประกาศมาตรการอัดฉีดเงิน นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นใหม่ของตลาดคริปโต แต่ในระยะสั้น ตลาดอาจผันผวนไปมาก เพราะยังมีความไม่แน่นอนเยอะ โดยเฉพาะเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย

สิ่งที่ผมแนะนำคือให้จับตาข่าวจาก Fed อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำพูดของ Jerome Powell และการประชุม FOMC ในรอบถัดไป เพราะหาก Fed ออกมาเปิดโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยหรือเปิด QE อีกครั้ง นั่นอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ Bitcoin และตลาดคริปโตกลับมาเดือดอีกครั้ง