สรุปข่าว
- ร่างกฎหมาย Genius Act อาจดันรายได้ Coinbase จาก stablecoin พุ่งสูงถึง 7 เท่าจากระดับปัจจุบัน
- แต่ร่างกฎหมายฉบับเดียวกันมีบทบัญญัติห้ามผู้ออก stablecoin จ่ายผลตอบแทน (yield) ให้ผู้ถือโทเคน ซึ่งอาจตัดโอกาสธุรกิจสำคัญในอนาคต
- ต้องจับตาว่าสภาคองเกรสจะปรับแก้บทบัญญัติเรื่อง yield หรือไม่ เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาของตลาด stablecoin ในสหรัฐฯ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบต่อตลาดคริปโต การที่ Genius Act อาจเพิ่มความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ให้ stablecoin เป็นสัญญาณดีสำหรับการลงทุนสถาบัน แต่การห้ามจ่าย yield อาจลดความน่าดึงดูดของ stablecoin ในระยะยาว ทำให้ผลต่อราคาโดยรวมยังทรงตัว
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 Cointelegraph รายงานอ้างอิงจาก Bloomberg ว่าร่างกฎหมาย Genius Act ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาคองเกรสสหรัฐฯ อาจส่งผลให้รายได้ของ Coinbase จากธุรกิจ stablecoin พุ่งสูงขึ้นถึง 7 เท่า อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับเดียวกันมีบทบัญญัติที่อาจเป็นอุปสรรค เนื่องจากมีการห้ามผู้ออก stablecoin จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือโทเคน ซึ่งสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบให้กับผู้เล่นในตลาดพร้อมกัน
Genius Act คืออะไร และทำไม Coinbase ถึงได้ประโยชน์
Genius Act (Guiding and Establishing National Innovation for US Stablecoins Act) คือร่างกฎหมายที่มุ่งสร้างกรอบกฎระเบียบชัดเจนสำหรับ stablecoin ในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก หากผ่านสภา ผู้ออก stablecoin อย่าง USDC ของ Circle ซึ่ง Coinbase ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการถือครองสินทรัพย์หนุนหลัง จะมีกรอบกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เปิดทางให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาใช้งานและถือครอง stablecoin ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
Coinbase มีรายได้จาก USDC ผ่านข้อตกลงกับ Circle ที่แบ่งรายได้จากดอกเบี้ยของสินทรัพย์หนุนหลัง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หาก Genius Act ผ่านและทำให้อุปทาน stablecoin ในตลาดขยายตัวตามที่คาดการณ์ รายได้ส่วนนี้ของ Coinbase ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างมีนัยสำคัญ
บทบัญญัติห้ามจ่าย yield ปมขัดแย้งที่ต้องจับตา
ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในร่างกฎหมายฉบับนี้คือบทบัญญัติที่ห้ามผู้ออก stablecoin จ่ายผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือโทเคนโดยตรง ซึ่งหมายความว่าแม้ตัวผู้ออก stablecoin จะได้รับดอกเบี้ยจากสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ไม่สามารถส่งต่อรายได้นั้นให้ผู้ใช้งานได้ บทบัญญัตินี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายในอุตสาหกรรมคริปโต เพราะตัดโอกาสในการพัฒนา stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับ Coinbase เองนั้น แม้บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของตลาด stablecoin ในภาพรวม แต่การห้าม yield อาจจำกัดการเติบโตของฟีเจอร์ที่อาจดึงดูดผู้ใช้งานรายใหม่ได้ในอนาคต Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase เคยสนับสนุนให้ stablecoin สามารถให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดั้งเดิม
ผลกระทบต่อตลาด stablecoin ในวงกว้าง
หาก Genius Act ผ่านในรูปแบบปัจจุบัน จะส่งผลให้ผู้ออก stablecoin ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายมีความได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้เล่นที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจะถูกกีดกันออกไป ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ USDC มากกว่าคู่แข่งอย่าง USDT ของ Tether ที่ดำเนินการนอกสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความชัดเจนด้านกฎระเบียบยังอาจเร่งให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ เข้ามาออก stablecoin ของตนเอง เพิ่มการแข่งขันในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าร่างกฎหมาย Genius Act นี้น่าสนใจมากตรงที่มันให้และตัดโอกาสในเวลาเดียวกัน โอกาสรายได้ 7 เท่าสำหรับ Coinbase ฟังดูหอมหวานมาก แต่บทบัญญัติห้ามจ่าย yield คือมีดที่เล็มปีกอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน ถ้า stablecoin ไม่ให้ผลตอบแทนผู้ถือได้ มันก็แค่เงินดิจิทัลธรรมดา ไม่ต่างจากเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยศูนย์ ผู้เขียนคิดว่าประเด็นที่ต้องจับตาจริง ๆ คือการล็อบบี้ในสภาคองเกรสว่าจะสามารถแก้ไขบทบัญญัติ yield ได้หรือไม่ก่อนที่กฎหมายจะผ่าน ถ้าแก้ได้ ภาพรวมก็จะเป็นบวกกับทั้งอุตสาหกรรม แต่ถ้าผ่านในรูปแบบปัจจุบัน บริษัทที่ได้ประโยชน์จริง ๆ อาจเป็นแค่ผู้ออก stablecoin รายใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้งานทั่วไป

