สรุปข่าว
- ทรัมป์ประกาศในการแถลงสถานะแห่งชาติว่าภาษีนำเข้าจากต่างประเทศจะมาแทนที่ระบบภาษีเงินได้ในปัจจุบัน
- นโยบายนี้หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบหลายสิบปี ลดภาระภาษีให้ประชาชนอเมริกันโดยตรง
- นักลงทุนต้องจับตาว่าแผนนี้จะผ่านสภาคองเกรสได้จริงหรือไม่ และจะกระทบสงครามการค้าโลกอย่างไร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
หากภาษีเงินได้ลดลงจริง ชาวอเมริกันจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต นอกจากนี้นโยบายนี้อาจกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว ซึ่งโดยทั่วไปเป็นบวกต่อ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนและแรงกดดันจากสงครามการค้าที่อาจรุนแรงขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ในคืนวันที่ 25 ก.พ. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในการแถลงสถานะแห่งชาติ (State of the Union) ต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ว่าภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจากต่างประเทศจะเข้ามา “แทนที่ระบบภาษีเงินได้แบบปัจจุบันในระดับที่มีนัยสำคัญ” โดยระบุว่า “มันจะช่วยแบกรับภาระทางการเงินออกจากประชาชนที่ผมรัก” ตามรายงานจาก Coin Bureau และ Watcher.Guru ถ้อยแถลงดังกล่าวสร้างความตื่นตะลึงให้กับตลาดการเงินโลก เนื่องจากนับเป็นการพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ
นโยบายสุดล้ำที่อาจพลิกโฉมการคลังสหรัฐฯ
แนวคิดหลักของทรัมป์คือการเปลี่ยนจากการเก็บภาษีจากรายได้ของชาวอเมริกัน มาเป็นการพึ่งพารายได้จากภาษีนำเข้าสินค้าต่างประเทศเป็นหลักแทน ซึ่งหมายความว่าภาระจะตกอยู่ที่ประเทศคู่ค้าและผู้ผลิตต่างชาติ ไม่ใช่ประชาชนอเมริกัน อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ทรัมป์อ้าง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่าในความเป็นจริง ผู้บริโภคชาวอเมริกันมักเป็นผู้แบกรับต้นทุนภาษีนำเข้าผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าทรัมป์เตรียมใช้เวทีแถลงสถานะแห่งชาติคืนนี้ท่ามกลางวิกฤตภาษีและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง อ่านข่าวเดิม โดยในคืนนี้ทรัมป์ได้ทำตามที่ตลาดคาดไว้และยิ่งกว่านั้น ด้วยการประกาศนโยบายที่ถ้าเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขนานใหญ่
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
มุมมองต่อตลาดคริปโตแบ่งออกเป็นสองด้าน ด้านบวก ถ้าภาษีเงินได้ลดลงจริง ชาวอเมริกันจะเหลือเงินในมือมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Altcoin มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องค่าเงินดอลลาร์ นโยบายภาษีนำเข้าที่ยกระดับขึ้นอย่างมากอาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐลดลงในระยะยาว ซึ่งโดยปกติจะดันราคา Bitcoin ขึ้น ในฐานะสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็นทางเลือกนอกระบบการเงินดั้งเดิม
ด้านลบ สงครามการค้าที่อาจรุนแรงขึ้นอีกเป็นความเสี่ยงสำคัญ ถ้าประเทศคู่ค้าตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ก็อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในวงกว้างซึ่งเป็นขาลงสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็อาจแกว่งผันผวนอย่างหนักในช่วงที่นโยบายนี้ยังอยู่ระหว่างการถกเถียงในสภาคองเกรส และอย่าลืมว่า การผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญแรงต้านจากทั้งสองพรรคอย่างแน่นอน
ตลาดจับตาความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ถ้อยแถลงในการแถลงสถานะแห่งชาตินั้นไม่ได้มีผลบังคับใช้ทันที มันคือสัญญาณทางการเมืองและเจตนารมณ์นโยบายเท่านั้น ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้นจริง รัฐสภาต้องผ่านกฎหมายอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรืออาจล้มเหลวไปก่อนก็ได้ ดังนั้นตลาดจะตอบสนองต่อ “ความคาดหวัง” มากกว่า “ความจริง” ในขั้นตอนนี้ ทำให้ความผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังได้รายงานถึงมุมมองของ Dan Morehead ที่คาดว่าจีนและสหรัฐฯ จะแข่งกันสะสม Bitcoin ถึง 1 ล้าน BTC ซึ่งถ้านโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าจริง ก็อาจยิ่งเร่งให้ทั้งสองฝ่ายหันมาสะสม Bitcoin เร็วขึ้นตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ บทความนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าประกาศนี้ใหญ่มากในเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังอยู่ห่างไกลจากการเกิดขึ้นจริงมาก เพราะการยกเลิกภาษีเงินได้ของสหรัฐฯ แม้บางส่วนนั้นหมายถึงการสูญเสียรายได้รัฐบาลมหาศาล ซึ่งจะต้องชดเชยด้วยภาษีนำเข้าที่สูงมากจนประเทศคู่ค้าต้องตอบโต้แน่นอน สิ่งที่น่าจับตาคือตลาดตอบรับข่าวนี้อย่างไรในช่วงสัปดาห์หน้า ถ้า Bitcoin ขึ้นต่อเนื่องก็อาจหมายความว่าตลาดมองข้ามความเสี่ยงสงครามการค้าและโฟกัสกับแง่บวกของนโยบายก่อน แต่ถ้าราคาแกว่งผันผวนหนัก นั่นแปลว่าตลาดยังไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะเดินไปทางไหนกันแน่

