สรุปข่าว
- แฮกเกอร์รายหนึ่งอ้างว่าใช้ Claude AI ของ Anthropic ช่วยค้นหาช่องโหว่และเจาะระบบรัฐบาลเม็กซิโก ขโมยข้อมูลสำคัญไปกว่า 150GB
- ข้อมูลที่ถูกขโมยรวมถึงบันทึกภาษีและข้อมูลทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของประชาชนจำนวนมาก
- เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอีกครั้งเรื่องการนำ AI มาใช้ในทางที่ผิดและมาตรการป้องกันของผู้พัฒนา AI
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดคริปโตหรือราคาของโทเคนใดเป็นพิเศษ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในยุค AI ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคเทคโนโลยีโดยรวมในระยะยาว
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 Cointelegraph รายงานว่าแฮกเกอร์รายหนึ่งอ้างว่าใช้ Claude AI ของบริษัท Anthropic เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และค้นหาช่องโหว่ในระบบของรัฐบาลเม็กซิโก จนสามารถขโมยข้อมูลสำคัญออกมาได้มากถึงกว่า 150GB ข้อมูลที่รั่วไหลดังกล่าวรวมถึงบันทึกด้านภาษีและข้อมูลทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่า AI สามารถถูกนำไปใช้เป็นอาวุธในการโจมตีระบบความมั่นคงทางไซเบอร์ได้อย่างไร
Claude AI ถูกนำไปใช้เจาะระบบได้อย่างไร
ตามรายงาน แฮกเกอร์ใช้ความสามารถของ Claude ในการวิเคราะห์โค้ดและตรวจสอบระบบเพื่อระบุจุดอ่อนที่สามารถโจมตีได้ กระบวนการนี้ช่วยลดระยะเวลาและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นสำหรับการเจาะระบบลงอย่างมาก เนื่องจาก AI สามารถสแกนและวิเคราะห์ช่องโหว่ได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีรายงานการนำโมเดล AI ขนาดใหญ่มาช่วยในการโจมตีทางไซเบอร์ แต่ขนาดของข้อมูลที่ถูกขโมยในครั้งนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าตกใจ
Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนา AI ด้านความปลอดภัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก Google และ Amazon ได้วางมาตรการป้องกันการใช้งาน Claude ในทางผิดกฎหมายไว้หลายชั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการเหล่านั้นอาจยังไม่เพียงพอต่อการรับมือกับผู้ที่ตั้งใจหลบเลี่ยงระบบป้องกัน
ผลกระทบและข้อถกเถียงเรื่องการกำกับดูแล AI
เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดคำถามสำคัญในวงการเทคโนโลยีและความมั่นคงทางไซเบอร์ว่า บริษัทผู้พัฒนา AI ควรรับผิดชอบมากแค่ไหนเมื่อผลิตภัณฑ์ของตนถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกกำลังพยายามออกกฎหมายกำกับดูแล AI อยู่ในขณะนี้ กรณีเม็กซิโกยิ่งสร้างแรงกดดันให้กระบวนการนั้นเร็วขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI เพื่อการโจมตีทางไซเบอร์
ในบริบทของโลกคริปโตและ Web3 เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังตอกย้ำว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือเอกชน ล้วนเผชิญความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเครื่องมือ AI ทรงพลังกระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่ากังวลพอสมควรเลยนะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการใช้ AI ช่วยเจาะระบบไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว มันเกิดขึ้นจริงในระดับขนาดใหญ่ บริษัทพัฒนา AI อย่าง Anthropic คงต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบการใช้งานอย่างจริงจังมากขึ้น ไม่งั้นก็จะถูกดึงเข้าไปอยู่ในข่าวแบบนี้อีกเรื่อยๆ จุดที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่ารัฐบาลเม็กซิโกจะมีมาตรการรับมืออย่างไร และ Anthropic จะออกมาตอบสนองต่อกรณีนี้อย่างเป็นทางการหรือเปล่า

