แฉ Jane Street ใช้บอทเทขาย Bitcoin ทุกเช้า ล้างพอร์ตรายย่อยนานหลายเดือน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Jane Street ถูกกล่าวหาว่าใช้อัลกอริทึมเทขาย Bitcoin ทุกคืนเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ) เป็นเวลาหลายเดือน ทำให้รายย่อยโดนล้างพอร์ตซ้ำ ๆ
  • หลังจาก Jane Street ถูกฟ้องร้อง รูปแบบการเทขายเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ)ก็หายไปทันที และ Bitcoin ก็พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดคริปโตที่ยังขาดกฎระเบียบป้องกันการปั่นตลาดจากผู้เล่นรายใหญ่

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

การหยุดเทขายของ Jane Street อาจหมายความว่าแรงกดดันขาลงเทียมที่กดราคา Bitcoin มาหลายเดือนได้หายไปแล้ว ทำให้ราคาสามารถเคลื่อนไหวตามอุปสงค์ที่แท้จริงได้ ซึ่งส่งผลดีต่อราคาในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาว่าจะมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาทำแบบเดียวกันหรือไม่

ลองจินตนาการดูว่า ทุกคืนเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ) Bitcoin ร่วงลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนมีใครกดปุ่มสั่งเทขายเป็นนาฬิกา คุณเปิดพอร์ตมาตอนเช้าแล้วเจอกราฟดิ่งทุกวัน เทรดเดอร์รายย่อยโดนล้างพอร์ตกันเป็นแถว แล้วพอราคาลงไปถึงจุดหนึ่ง ก็มีมือปริศนาเข้าซื้อกลับในราคาถูกกว่า ทำแบบนี้วนไปวนมาเป็นเดือน ๆ ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง?

คำตอบที่กำลังถูกพูดถึงหนักในชุมชนคริปโตบน X ตอนนี้ ชี้ไปที่ชื่อเดียว นั่นคือ Jane Street บริษัทเทรดเชิงปริมาณ (quantitative trading firm) ระดับโลกที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมหาศาล โดยมีข้อกล่าวหาว่าพวกเขาใช้อัลกอริทึมเทขาย Bitcoin อย่างเป็นระบบทุกคืนเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ทำให้ราคาร่วง ล้างพอร์ตรายย่อย แล้วซื้อกลับในราคาต่ำกว่า และยิ่งน่าสนใจไปอีก เมื่อ Jane Street โดนฟ้อง รูปแบบการเทขายนี้ก็หายไปทันที

รูปแบบ “เทขาย 10 โมง” คืออะไร

รูปแบบ
ภาพจาก AI

ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่บน X โดยผู้ใช้ @barkmeta ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก (กว่า 8,600 likes) ระบุว่า “Jane Street ใช้อัลกอริทึมเทขาย Bitcoin ทุกคืนเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ทุกวัน เป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ราคาร่วง ล้างพอร์ตรายย่อย แล้วซื้อกลับในราคาที่ต่ำกว่า วนไปวนมาซ้ำ ๆ แบบนี้”

รูปแบบที่ถูกกล่าวหานี้ หากเป็นจริง จะถือเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า “systematic dumping” หรือการเทขายอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากทุนมหาศาลและเทคโนโลยีอัลกอริทึมขั้นสูง ทำให้สามารถกดดันราคาในช่วงเวลาที่กำหนดได้อย่างสม่ำเสมอ เทรดเดอร์รายย่อยที่เปิดสถานะ Long (เปิดซื้อ) ด้วยเลเวอเรจจะโดนล้างพอร์ตจากการร่วงลงกะทันหันในช่วงเช้า แล้วบริษัทเทรดก็เข้าซื้อกลับเมื่อราคาลงไปแล้ว ทำกำไรจากส่วนต่าง

สิ่งที่ทำให้ข้อกล่าวหานี้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นคือ รูปแบบการเทขายเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ) หายไปทันทีหลังจาก Jane Street ถูกฟ้องร้อง ตามที่ @barkmeta ระบุ และหลังจากรูปแบบนี้หยุดลง Bitcoin ก็พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Jane Street คือใคร ทำไมถึงมีอำนาจกดราคาได้

Jane Street คือใคร ทำไมถึงมีอำนาจกดราคาได้
ภาพจาก AI

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย Jane Street เป็นบริษัทเทรดเชิงปริมาณ (quantitative trading firm) ก่อตั้งในปี 2000 มีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก บริษัทนี้เป็นหนึ่งใน market maker รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยจัดการปริมาณการซื้อขายมหาศาลในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดอนุพันธ์ทั่วโลก มีรายได้จากการเทรดหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี

ในวงการคริปโต Jane Street เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่เช่นกัน บริษัทเคยเป็น market maker ให้กับโทเคนหลายตัว และมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ DeFi ด้วยทุนและเทคโนโลยีระดับนี้ การที่พวกเขาจะใช้อัลกอริทึมเทขาย Bitcoin ในปริมาณมากพอที่จะกดดันราคาได้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

ประเด็นสำคัญคือ ตลาดคริปโตยังเป็นตลาดที่มีกฎระเบียบน้อยกว่าตลาดหุ้นแบบดั้งเดิมมาก พฤติกรรมที่จะถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจนในตลาดหุ้น เช่น การ “spoofing” (ส่งคำสั่งปลอมเพื่อหลอกตลาด) หรือ “market manipulation” (การปั่นตลาด) ในตลาดคริปโตกลับยังอยู่ในพื้นที่สีเทาในหลายเขตอำนาจศาล

การฟ้องร้องที่เปลี่ยนทุกอย่าง

การฟ้องร้องที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ภาพจาก AI

ข้อกล่าวหานี้ไม่ได้มาจากความคิดเห็นลอย ๆ แต่มีเอกสารศาลหนุนหลัง โดย @zerohedge ได้เผยแพร่เอกสารที่แสดงให้เห็นว่า Jane Street มีบทบาทสำคัญในวิกฤต Terra/UST ปี 2022 โดยเอกสารข้อ 110 ระบุว่า Terraform ถอน UST 150 ล้านออกจาก Curve 3pool เวลา 05:44 น. ตามเวลาไทย (5:44 PM EST) โดยไม่แจ้งตลาดล่วงหน้า จากนั้นภายในไม่ถึง 10 นาที Jane Street ก็เทขาย UST 85 ล้านในธุรกรรมเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่บริษัทเทรด UST ใน Curve 3pool

เอกสารหลักฐาน Jane Street จาก @zerohedge
เอกสารศาลแสดงว่า Terraform ถอน UST 150 ล้านจาก Curve 3pool เวลา 5:44 PM EST และ Jane Street เทขาย UST 85 ล้านภายในไม่ถึง 10 นาทีหลังจากนั้น (ภาพจาก: @zerohedge / X)
เอกสารหลักฐาน Jane Street จาก @zerohedge
เอกสารระบุว่า Jane Street ติดต่อ CEO ของ Terraform โดยตรง เสนอซื้อ Bitcoin หรือ Luna มูลค่า $200-500 ล้านในราคาต่ำกว่าตลาด ขณะเดียวกันก็ใช้ข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อประโยชน์ในการเทรด (ภาพจาก: @zerohedge / X)

นอกจากนี้ เอกสารยังเปิดเผยว่า Jane Street ติดต่อ Do Kwon ซีอีโอของ Terraform โดยตรง เพื่อเสนอซื้อ Bitcoin หรือ Luna มูลค่า $200-500 ล้านในราคาส่วนลด โดยอ้างว่าจะช่วย “กอบกู้” Terra แต่ในความเป็นจริง เอกสารข้อ 138 ระบุว่า Jane Street “ทรยศ” ต่อความไว้วางใจของ Terraform โดยนำข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะไปใช้ประโยชน์ในการเทรดเพื่อทำกำไร

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ Jane Street ถูกฟ้องร้อง แม้รายละเอียดของคดีอาจมีหลายแง่มุม แต่ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตามข้อกล่าวอ้างนี้คือ รูปแบบการเทขายเวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET ซึ่งเป็นเวลาเปิดตลาดหุ้นสหรัฐฯ)ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกวัน หายไปในทันทีหลังจากมีการฟ้อง

สิ่งนี้สร้างคำถามที่น่าคิดอย่างมาก ถ้าการเทขายนี้เป็นเพียง “กิจกรรมเทรดปกติ” ทำไมจึงหยุดทันทีที่โดนฟ้อง? ถ้าเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำไมต้องเปลี่ยนพฤติกรรม? ความสัมพันธ์เชิงเวลาระหว่างการฟ้องร้องกับการหยุดเทขายนี้ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุและผลโดยตรง แต่ก็เป็นหลักฐานทางสถิติที่ยากจะมองข้าม

หลังจากรูปแบบการเทขายหยุดลง ราคา Bitcoin ก็ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนเกิดสิ่งที่ @barkmeta เรียกว่าเป็นช่วง rally ครั้งใหม่ คำถามคือ ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่แรงกดดันขาลงเทียมหายไป หรือเป็นเพียงความบังเอิญทางเวลา?

รายย่อยเสียหายแค่ไหน และบทเรียนที่ต้องจดจำ

รายย่อยเสียหายแค่ไหน และบทเรียนที่ต้องจดจำ
ภาพจาก AI

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดจากข้อกล่าวหานี้คือ คนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดไม่ใช่เจ้ามือหรือสถาบันขนาดใหญ่ แต่เป็นเทรดเดอร์รายย่อยที่ใช้เลเวอเรจ เมื่อราคาร่วงลงอย่างสม่ำเสมอทุกเช้า คนที่เปิดสถานะ Long ด้วยเลเวอเรจสูงจะโดนล้างพอร์ตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เงินที่หายไปจากพอร์ตของรายย่อยเหล่านี้ก็ไหลเข้ากระเป๋าของบริษัทเทรดที่ซื้อกลับในราคาถูกกว่า

นี่คือกลไกที่ในวงการเรียกว่า “การเก็บเกี่ยวสภาพคล่อง” (liquidity harvesting) บริษัทเทรดขนาดใหญ่รู้ว่ามีสถานะ Long ที่มีจุดล้างพอร์ตอยู่ที่ระดับไหน พวกเขาแค่ต้องกดราคาลงไปให้ถึงจุดนั้น เก็บสภาพคล่องจากรายย่อยที่โดนบังคับปิดสถานะ แล้วซื้อกลับ กำไรไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ตลาดที่เหนือกว่า แต่มาจากการมีเงินมากพอที่จะขยับราคาได้

บทเรียนสำคัญสำหรับเทรดเดอร์รายย่อยคือ ตลาดคริปโตไม่ใช่สนามแข่งขันที่เท่าเทียม คุณกำลังเล่นเกมกับคนที่มีเงินมากกว่า เทคโนโลยีเร็วกว่า และข้อมูลลึกกว่า การใช้เลเวอเรจสูงในตลาดที่มี market maker ขนาดใหญ่ที่สามารถขยับราคาได้ เท่ากับการยื่นเงินให้เขาหยิบไป

นัยสำคัญต่อตลาดคริปโตในภาพรวม

นัยสำคัญต่อตลาดคริปโตในภาพรวม
ภาพจาก AI

กรณี Jane Street สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตลาดคริปโตต้องเผชิญ นั่นคือการขาดกฎระเบียบที่ชัดเจนในการป้องกันพฤติกรรมปั่นตลาด ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) มีกฎหมายห้าม market manipulation อย่างชัดเจน มีระบบเฝ้าระวังการเทรดที่น่าสงสัย และมีบทลงโทษที่รุนแรง แต่ในตลาดคริปโต โดยเฉพาะในเว็บกระดานเทรดนอกสหรัฐฯ กฎระเบียบเหล่านี้ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

ในแง่บวก กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการฟ้องร้องและกระบวนการทางกฎหมายสามารถมีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เล่นรายใหญ่ได้จริง การที่รูปแบบการเทขายหยุดลงหลังจากถูกฟ้อง ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายยังมีอำนาจบังคับใช้ได้ แม้จะเป็นตลาดที่ “ไร้กฎเกณฑ์” อย่างที่หลายคนคิด

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังอาจเป็นตัวเร่งให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเร่งออกกฎระเบียบเฉพาะสำหรับตลาดคริปโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น market manipulation จากบริษัทเทรดเชิงปริมาณ ซึ่งอาจเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคือตลาดจะโปร่งใสขึ้น ข่าวร้ายคืออาจมีข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้เล่นทุกคน

ต้องระวังอะไรจากข้อกล่าวหานี้

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่มาจากโพสต์บน X และการวิเคราะห์ของชุมชนเทรดเดอร์ ยังไม่มีหลักฐานทางศาลที่พิสูจน์ชัดเจนว่า Jane Street ทำการเทขายอย่างเป็นระบบเพื่อปั่นตลาดโดยเจตนา ความสัมพันธ์เชิงเวลา (correlation) ไม่เท่ากับเหตุและผล (causation)

Jane Street อาจมีเหตุผลทางธุรกิจอื่น ๆ ที่ทำให้ต้องเทขาย Bitcoin ในช่วงเช้า เช่น การปรับสมดุลพอร์ต (rebalancing) การบริหารความเสี่ยง หรือการเทรดในฐานะ market maker ตามปกติ และการที่หยุดเทขายหลังโดนฟ้อง อาจเป็นเพราะกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ทนายแนะนำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะ “ถูกจับได้”

สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือ จับตาดูผลของคดีฟ้องร้องนี้ ดูข้อมูล on-chain และวิเคราะห์ว่ารูปแบบการเทรดเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ อย่ารีบเชื่อข้อกล่าวหา 100% แต่ก็อย่ามองข้ามเพราะข้อมูลที่มีนั้นน่าสนใจพอที่จะตั้งคำถาม

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้น่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพราะผมเกลียด Jane Street แต่เพราะกลไกที่ถูกอธิบายนั้นสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์อย่างมาก ถ้าคุณมีเงินมากพอ มีอัลกอริทึมเร็วพอ และตลาดไม่มีกฎห้าม การทำแบบนี้มันง่ายกว่าการพยายามวิเคราะห์ตลาดด้วยซ้ำ ทำไมต้องพยายามทำนายราคาในเมื่อคุณสามารถกำหนดราคาได้?

ผมเคยสังเกตเห็นรูปแบบการร่วงลงของ Bitcoin ในช่วงเช้าแบบนี้เหมือนกัน และหลายครั้งผมก็สงสัยว่ามันเกิดขึ้นตามธรรมชาติจริงหรือ ตอนนี้เมื่อมีคนออกมาชี้ว่ามันอาจเป็นฝีมือของอัลกอริทึมจากบริษัทเทรดรายใหญ่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปริศนาก็ดูจะลงตัวมากขึ้น

แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นที่สุดคือบทเรียนสำหรับเทรดเดอร์รายย่อย เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ควรเทรด Bitcoin แต่มันหมายความว่าคุณต้องเข้าใจว่าคุณกำลังเล่นเกมกับใคร การใช้เลเวอเรจสูงในตลาดที่มีเจ้ามือระดับนี้ มันเหมือนกับการเล่นโป๊กเกอร์กับคนที่เห็นไพ่คุณ คุณไม่มีทางชนะในระยะยาว

ผมมองว่าการที่ Bitcoin พุ่งขึ้นหลังจากรูปแบบนี้หยุดลง เป็นสัญญาณที่ดี มันแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันขาลงที่ผ่านมาอาจไม่ได้สะท้อนอุปทานและอุปสงค์ที่แท้จริง แต่เป็นแรงกดดันเทียมจากผู้เล่นรายใหญ่ เมื่อแรงนั้นหายไป ราคาก็ขึ้นตามธรรมชาติ นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ Bitcoin ในระยะถัดไป แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครประมาท เพราะถ้า Jane Street หยุด อาจมีรายอื่นที่ทำแทน ตลาดนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่เห็น