สรุปข่าว
- มูลค่าการจ่ายเงินค่าไถ่จากแรนซัมแวร์ทั่วโลกลดลงเหลือประมาณ $820 ล้านในปี 2025 แม้ว่าจำนวนครั้งของการโจมตีจะสูงเป็นประวัติการณ์
- ข้อมูลมาจากการวิเคราะห์บล็อกเชนของ Chainalysis ซึ่งชี้ให้เห็นว่าองค์กรและรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวรับมือกับการโจมตีได้ดีขึ้น
- แนวโน้มนี้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของคริปโต เนื่องจากการใช้สกุลเงินดิจิทัลในทางผิดกฎหมายมีแนวโน้มลดลง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การลดลงของเงินค่าไถ่แรนซัมแวร์เป็นสัญญาณบวกต่อภาพลักษณ์ของคริปโต เพราะแสดงให้เห็นว่าการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมายมีทิศทางลดลง ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันจากกลุ่มผู้กำกับดูแลที่มักอ้างถึงการใช้คริปโตเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม แม้จะไม่ส่งผลต่อราคาโดยตรงในระยะสั้นก็ตาม
ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงการวิเคราะห์บล็อกเชนของ Chainalysis พบว่ามูลค่าการจ่ายเงินค่าไถ่จากการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั่วโลกในปี 2025 ลดลงเหลือประมาณ 820 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าจำนวนครั้งของการโจมตีจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ข้อมูลนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ เริ่มปรับกลยุทธ์รับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนสามารถลดการจ่ายเงินค่าไถ่ได้จริง แม้จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามในจำนวนที่มากกว่าเดิม
โจมตีมากขึ้น แต่เหยื่อจ่ายน้อยลง เกิดอะไรขึ้น
ปรากฏการณ์ที่จำนวนการโจมตีสูงเป็นประวัติการณ์แต่เงินที่ไหลออกกลับลดลงนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่สำคัญ บริษัทและรัฐบาลทั่วโลกหันมาลงทุนกับระบบสำรองข้อมูล การป้องกันทางไซเบอร์ และนโยบาย “ไม่จ่าย” มากขึ้นอย่างชัดเจน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศยังเพิ่มความสามารถในการติดตามธุรกรรมบล็อกเชนและยึดทรัพย์สินของกลุ่มแฮกเกอร์ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรกลุ่มแรนซัมแวร์รายใหญ่หลายกลุ่ม ส่งผลให้เหยื่อที่เป็นบริษัทในประเทศเหล่านั้นมีความเสี่ยงทางกฎหมายหากเลือกจ่ายเงิน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันกดดันให้ยอดรวมเงินค่าไถ่ลดลงได้จริงแม้การโจมตีจะไม่ลดเลย
ผลดีต่อภาพลักษณ์คริปโตในสายตาผู้กำกับดูแล
แรนซัมแวร์เป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาหลักที่กลุ่มผู้กำกับดูแลและนักการเมืองทั่วโลกมักยกมาใช้กดดันอุตสาหกรรมคริปโต โดยอ้างว่าสกุลเงินดิจิทัลอำนวยความสะดวกให้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ การที่ยอดเงินค่าไถ่ลดลงทั้งที่การโจมตีเพิ่มขึ้น จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวงการคริปโตและเครื่องมือวิเคราะห์บล็อกเชน อย่าง Chainalysis กำลังช่วยให้การติดตามและสกัดกั้นการไหลของเงินผิดกฎหมายทำได้ดีขึ้น
แนวโน้มนี้อาจช่วยลดแรงกดดันจากผู้กำกับดูแลในระยะกลาง และเป็นข้อมูลสนับสนุนที่อุตสาหกรรมคริปโตสามารถนำไปใช้ในการล็อบบี้เพื่อผลักดันกรอบกฎหมายที่ผ่อนคลายมากขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรปที่การกำกับดูแลคริปโตยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่
แม้ตัวเลขจะดูเป็นบวก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์เตือนว่าจำนวนการโจมตีที่สูงเป็นประวัติการณ์ยังถือเป็นสัญญาณอันตราย กลุ่มแฮกเกอร์ไม่ได้ถอยทัพ แต่อาจปรับเป้าหมายไปยังองค์กรขนาดเล็กที่มีระบบป้องกันอ่อนแอกว่า หรือเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเน้นการขโมยข้อมูลเพื่อขายแทนการเรียกค่าไถ่ ซึ่งยากต่อการติดตามผ่านบล็อกเชนมากกว่า ดังนั้นตัวเลข $820 ล้านอาจสะท้อนแค่ส่วนหนึ่งของความเสียหายที่แท้จริง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณที่น่าดีใจสำหรับวงการคริปโต เพราะมันพิสูจน์ว่าความโปร่งใสของบล็อกเชนสามารถถูกนำมาใช้เป็นอาวุธต่อต้านอาชญากรรมได้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือให้อาชญากรซ่อนตัวอย่างที่ฝ่ายต่อต้านคริปโตชอบพูด สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ว่าจะใช้ข้อมูลเชิงบวกเช่นนี้ในการออกกฎใหม่ที่เป็นมิตรกับอุตสาหกรรมมากขึ้นไหม อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งวางใจเรื่องภัยไซเบอร์ เพราะจำนวนการโจมตีที่เพิ่มขึ้นบอกว่าแฮกเกอร์ยังไม่ได้หยุดคิดแผนใหม่

