Bloomberg จับมือ Kaiko ขยายข้อมูลการเงินสู่ตลาด Tokenized มูลค่ากว่า $2.5 หมื่นล้าน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bloomberg จับมือกับ Kaiko เพื่อขยายบริการข้อมูลการเงินระดับสถาบันเข้าสู่ตลาด tokenized มูลค่ากว่า $2.5 หมื่นล้านดอลลาร์
  • เป้าหมายหลักคือการฝังข้อมูลการเงินที่ได้รับอนุญาตโดยตรงบนบล็อกเชน โดยมุ่งเน้นตลาด tokenized Treasurys และ repo ของสถาบันการเงิน
  • ความร่วมมือนี้ส่งสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลการเงินระดับ Wall Street กำลังเริ่มเชื่อมต่อกับระบบ on-chain อย่างจริงจัง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ Bloomberg ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลการเงินรายใหญ่ที่สุดในโลกเข้ามาสนับสนุนตลาด tokenized เป็นสัญญาณบวกต่อการนำ tokenization มาใช้จริงในระดับสถาบัน ถึงแม้ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์คริปโตในระยะสั้นจะยังไม่ชัดเจน แต่ในระยะยาวความน่าเชื่อถือและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยดึงเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ระบบ on-chain มากขึ้น

ตามรายงานจาก Cointelegraph Bloomberg ได้ประกาศความร่วมมือกับ Kaiko บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลคริปโตชั้นนำ เพื่อขยายบริการข้อมูลการเงินของตนเข้าสู่ตลาด tokenized ที่มีมูลค่ารวมกว่า $2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป้าหมายหลักของความร่วมมือนี้คือการฝังข้อมูลการเงินที่ได้รับอนุญาตโดยตรงบนบล็อกเชน โดยเฉพาะในกลุ่มตลาด tokenized Treasurys และ repo สำหรับลูกค้าสถาบัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นระดับโลกในอุตสาหกรรมข้อมูลการเงินเริ่มให้ความสำคัญกับโครงสร้างตลาดแบบ on-chain อย่างจริงจัง

Bloomberg กับ Kaiko เชื่อมข้อมูลสถาบันเข้าสู่โลก On-chain

Bloomberg เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการข้อมูลการเงินระดับพรีเมียมสำหรับธนาคาร กองทุน และสถาบันการเงินทั่วโลก การขยายบริการมายังตลาด tokenized ถือเป็นการยืนยันว่าโทเคนไนเซชัน (tokenization) ของสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิมไม่ใช่แค่แนวคิดในเชิงทดลองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ต้องการข้อมูลและเครื่องมือเพื่อรองรับอย่างเป็นทางการ

ส่วน Kaiko เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดคริปโต ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Kaiko เคยออกรายงานวิเคราะห์ว่า Ethereum อาจวิ่งแรงกว่า Bitcoin หลัง ETF ได้รับไฟเขียว ซึ่งสะท้อนว่า Kaiko มีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลตลาดคริปโตในเชิงลึก การผนึกกำลังระหว่าง Bloomberg และ Kaiko จึงเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองมารวมกัน ฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินทั่วโลก อีกฝ่ายมีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล on-chain

ตลาด Tokenized Treasurys และ Repo คือเป้าหมายหลัก

ตลาด tokenized Treasurys หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน และ repo market แบบ on-chain คือกลุ่มสินทรัพย์ที่เติบโตเร็วที่สุดในวงการ tokenization ขณะนี้ สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มสนใจนำสินทรัพย์เหล่านี้มาใช้เป็นหลักประกันหรือเครื่องมือบริหารสภาพคล่องแบบ on-chain เนื่องจากมีความโปร่งใสและสามารถชำระราคาได้แบบเรียลไทม์มากกว่าระบบดั้งเดิม

การที่ Bloomberg นำข้อมูลการเงินที่ได้รับอนุญาตเข้าสู่ระบบ on-chain โดยตรงจะช่วยให้สัญญาอัจฉริยะ ( smart contract) และโปรโตคอล DeFi สามารถเข้าถึงข้อมูลราคาและอัตราดอกเบี้ยที่น่าเชื่อถือจากแหล่งมาตรฐานของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่เคยทำให้สถาบันการเงินลังเลที่จะนำสินทรัพย์โทเคนมาใช้ในพอร์ตจริง

สัญญาณที่ใหญ่กว่าตัวเลข $2.5 หมื่นล้าน

แม้ขนาดตลาด $2.5 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูเล็กเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรดั้งเดิมที่มีมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ แต่ความสำคัญของความร่วมมือนี้อยู่ที่สัญญาณที่ส่งออกมาต่างหาก กล่าวคือ บริษัทระดับโลกอย่าง Bloomberg ไม่ได้มองตลาด tokenized เป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดนี้ในระยะยาว สอดคล้องกับที่สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Deutsche Bank ที่หนุน AllUnity ออก stablecoin สกุลเงินฟรังก์สวิส หรือ Sygnum Bank ที่เปิดบริการบริหารคลังสถาบัน ล้วนเป็นสัญญาณที่ชี้ว่าโครงสร้างการเงินแบบ on-chain กำลังถูกผลักเข้าสู่กระแสหลัก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความร่วมมือระหว่าง Bloomberg กับ Kaiko ครั้งนี้น่าสนใจมากในเชิงโครงสร้าง เพราะปัญหาหลักที่ทำให้ DeFi และตลาด tokenized ยังเข้าไม่ถึงสถาบันใหญ่ๆ คือเรื่องข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (trusted data) พอมีผู้เล่นระดับ Bloomberg เข้ามาช่วยเชื่อมช่องว่างนี้ก็น่าจะทำให้สถาบันหลายแห่งที่ยังลังเลกล้าเดินหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเร็วของการเติบโตยังขึ้นอยู่กับกฎระเบียบเป็นหลัก ถ้าฝั่ง SEC และหน่วยงานกำกับอื่นๆ ยังไม่มีความชัดเจนเรื่อง tokenized securities ก็อาจยังใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเห็นการนำไปใช้จริงในวงกว้าง จุดที่ต้องจับตาต่อไปคือว่าจะมีสถาบันการเงินรายใหญ่ประกาศใช้บริการนี้จริงๆ หรือเปล่า