สรุปข่าว
- หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เตรียมเสนอกฎใหม่เพื่อจำกัดการจ่ายผลตอบแทน (rewards) จาก Stablecoin ให้แก่ผู้ถือ
- กฎนี้จะกระทบโดยตรงต่อ USDT ของ Tether และ USDC ที่ถูกใช้เป็นแหล่งสร้างผลตอบแทนใน DeFi อย่างแพร่หลาย
- นักลงทุนควรจับตาว่ากฎนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อใด และจะส่งผลต่อการออกกฎหมาย Stablecoin ในรัฐสภาสหรัฐฯ อย่างไร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การจำกัดผลตอบแทนจาก Stablecoin จะลดแรงจูงใจในการถือ USDT และ USDC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ DeFi ที่พึ่งพาผลตอบแทนเหล่านี้ หากกฎนี้มีผลบังคับใช้จริง ความต้องการใช้งาน Stablecoin อาจลดลง กดดันตลาดคริปโตโดยรวมในระยะสั้น
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 27 ก.พ. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก @Watcher.Guru (X) หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เตรียมเสนอกฎใหม่เพื่อจำกัดการให้ผลตอบแทนจาก Stablecoin ซึ่งหมายความว่า Stablecoin อาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือรางวัลให้แก่ผู้ถือได้อีกต่อไป ข่าวนี้ส่งสัญญาณชัดว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังเดินหน้าควบคุม Stablecoin อย่างจริงจัง และอาจส่งผลกระทบต่อ USDT ของ Tether และ USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าหมุนเวียนสูงที่สุดในตลาด
ทำไมการห้ามจ่ายผลตอบแทนจาก Stablecoin ถึงเป็นเรื่องใหญ่
ผลตอบแทนจาก Stablecoin หรือที่เรียกว่า “stablecoin rewards” คือหัวใจสำคัญของโปรโตคอล DeFi จำนวนมาก โปรโตคอลเหล่านี้ดึงดูดผู้ใช้ให้นำ USDT หรือ USDC มาฝากไว้ในระบบเพื่อรับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ปกติมาก หาก Stablecoin ถูกห้ามจ่ายผลตอบแทน แรงจูงใจในการนำเงินเข้าสู่ระบบ DeFi ก็จะหายไปในทันที
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจของ Tether และ Circle (ผู้ออก USDC) เพราะในช่วงที่ดอกเบี้ยสูง บริษัทเหล่านี้สร้างรายได้จากการนำเงินสำรองไปลงทุนในพันธบัตร และบางส่วนนำผลตอบแทนส่งต่อให้ผู้ใช้งานผ่านโปรแกรมต่าง ๆ หากถูกจำกัด รูปแบบการแข่งขันของ Stablecoin ในตลาดก็จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
กฎใหม่นี้สอดคล้องกับทิศทางกำกับดูแล Stablecoin ในสหรัฐฯ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐสภาสหรัฐฯ กำลังถกเถียงเรื่องกฎหมาย Stablecoin อย่างเข้มข้น ซึ่งหนึ่งในประเด็นถกเถียงสำคัญคือควรอนุญาตให้ Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือหรือไม่ เพราะหากมองในแง่กฎหมายการเงิน Stablecoin ที่จ่ายดอกเบี้ยอาจถูกมองว่ามีลักษณะคล้าย “เงินฝากธนาคาร” ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเข้มงวดกว่า
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Tether ทุ่ม 200 ล้านดอลลาร์ในตลาดดิจิทัล Whop เพื่อขยายฐานการชำระเงินด้วย Stablecoin ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Tether เองก็กำลังพยายามขยายการใช้งาน USDT ออกนอกวงการ DeFi ในทิศทางของการชำระเงินจริง ทิศทางนี้อาจเป็นการเตรียมรับมือกับกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในอนาคตได้ไม่มากก็น้อย และยังมีรายงานจาก Siam Blockchain เกี่ยวกับ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภา ที่มีการพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเข้มข้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจากฝ่ายกำกับดูแลต่อวงการ Stablecoin กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตในระยะสั้นและกลาง
ในระยะสั้น ข่าวนี้อาจสร้างความไม่แน่นอนในตลาด Stablecoin และทำให้นักลงทุนบางส่วนลังเลที่จะนำ USDT หรือ USDC ไปวางใน DeFi เพื่อรับผลตอบแทน เพราะไม่รู้ว่ากฎจะถูกบังคับใช้เมื่อใดและครอบคลุมรูปแบบไหนบ้าง ขณะที่ในระยะกลาง หาก Stablecoin ของสหรัฐฯ ถูกจำกัดผลตอบแทน อาจเปิดโอกาสให้ Stablecoin ที่ออกจากนอกสหรัฐฯ เช่น CHFAU ของ AllUnity จากสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของกฎยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ จึงต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดต่อไป
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนคิดนะครับ เพราะผลตอบแทนจาก Stablecoin คือแม่เหล็กใหญ่ที่ดึงเงินเข้าสู่ระบบ DeFi ถ้าถูกตัดออก คนที่ใช้ USDT หรือ USDC ฝากรับดอกเบี้ยก็คงหันไปหาทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็น Stablecoin จากต่างประเทศ หรือย้ายเงินกลับเข้าระบบธนาคารแทน สิ่งที่ต้องจับตาคือรายละเอียดกฎที่จะออกมาว่าครอบคลุมแค่ Stablecoin ที่ออกโดยธนาคาร หรือรวมถึง Stablecoin ทุกประเภทด้วย เพราะถ้าครอบคลุมกว้าง กระทบแน่นอนครับ

