สรุปข่าว
- ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นทำให้เงินทุนกว่า $650,000 ล้านไหลเข้าตลาดทองคำและเงิน (Silver) ภายใน 4 ชั่วโมง สะท้อนภาวะหนีความเสี่ยงรุนแรง
- ทองคำขึ้นกว่า 1.33% มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นราว $470,000 ล้าน ขณะที่เงิน (Silver) พุ่งกว่า 3.82% เพิ่มมูลค่า $190,000 ล้าน พร้อมกันนั้นจีนยังออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปอิสราเอลด้วย
- ตลาดคริปโตมีแนวโน้มถูกแรงขายกดดันในระยะสั้น จับตาว่าความตึงเครียดจะบานปลายแค่ไหน เพราะหากยืดเยื้อ Bitcoin อาจกลับมาถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาวได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เมื่อนักลงทุนทั่วโลกหนีเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงินในระดับนี้ คริปโตมักถูกเทขายพร้อมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง แม้ว่าในระยะยาว Bitcoin อาจถูกมองเป็นที่พักเงินได้ แต่ในช่วงวิกฤตเฉียบพลัน ตลาดคริปโตมักได้รับแรงกดดันลงก่อนเสมอ
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกแห่ซื้อโลหะมีค่าอย่างหนักในช่วงค่ำวันที่ 27 ก.พ. 2569 ตามเวลาไทย โดยตามรายงานจาก Bull Theory ระบุว่ามีเงินทุนกว่า $650,000 ล้านไหลเข้าตลาดโลหะมีค่าภายใน 3-4 ชั่วโมง ทองคำพุ่งขึ้น 1.33% เพิ่มมูลค่าตลาดราว $470,000 ล้าน ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ขึ้นแรงกว่า 3.82% มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น $190,000 ล้าน นับเป็นสัญญาณหนีความเสี่ยงที่รุนแรงและรวดเร็วผิดปกติ นอกจากนี้ Ted รายงานเพิ่มเติมว่าจีนได้ออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปอิสราเอลด้วย หลังจากก่อนหน้านี้เตือนเรื่องอิหร่านไปแล้ว ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังขยายตัวในหลายทิศทางพร้อมกัน
ทำไมเงิน $650,000 ล้านถึงไหลเข้าทองคำ-เงินในพริบตา
ขนาดของเงินทุนที่เคลื่อนไหวเข้าหาโลหะมีค่าในระยะเวลาสั้นเพียง 3-4 ชั่วโมงนั้นผิดปกติมาก ตัวเลขนี้สะท้อนว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนรายใหญ่ต่างรีบปรับพอร์ตออกจากสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน เมื่อข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านปะทุขึ้น นักลงทุนทั่วโลกมักตอบสนองด้วยการซื้อทองคำและเงินซึ่งถูกมองเป็น “สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว” ที่ทนทานต่อความวุ่นวายทางการเมือง
ปัจจัยที่ทำให้การตอบสนองครั้งนี้รุนแรงเป็นพิเศษคือบริบทที่สะสมมาก่อนหน้า ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า หุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับเงินทุนไหลออกในระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤต 2008 และ หนี้มาร์จิ้นในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าตลาดการเงินโดยรวมอยู่ในสภาวะเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อมีชนวนด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มเข้ามา แรงหนีความเสี่ยงจึงรุนแรงและรวดเร็วกว่าปกติมาก
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อเกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เฉียบพลัน Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวมมักถูกเทขายพร้อมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นในระยะแรก เนื่องจากนักลงทุนต้องการ “ถือเงินสด” หรือย้ายไปหาทองคำซึ่งมีประวัติยาวนานกว่าในฐานะที่พักเงินยามวิกฤต ภาวะนี้เรียกว่า “risk-off” และในระยะสั้นมักกดดันราคาคริปโตลง
อย่างไรก็ตาม มุมมองในระยะกลางถึงยาวนั้นซับซ้อนกว่า หากความตึงเครียดยืดเยื้อและนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงินหรือค่าเงิน Bitcoin อาจกลับมาถูกพิจารณาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจได้ โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง น่าสังเกตว่า Binance เพิ่งรายงานยอดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ทะลุ $70,000 ล้าน หลังเปิดตัวฟิวเจอร์ทองคำและเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกคริปโตและตลาดโลหะมีค่ากำลังผสมผสานกันมากขึ้นเรื่อยๆ
จับตาว่าความตึงเครียดจะบานปลายแค่ไหน
สิ่งที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาในขณะนี้คือระดับความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด การที่จีนออกคำเตือนพลเมืองทั้งในอิหร่านและอิสราเอลพร้อมกันบ่งชี้ว่าประเทศมหาอำนาจมองว่าความเสี่ยงในภูมิภาคนี้กำลังขยายตัวออกไปในวงกว้าง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังรายงานด้วยว่า ปากีสถานประกาศทำสงครามกับกลุ่มตาลีบัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเกิดขึ้นในหลายจุดพร้อมกัน
นักวิเคราะห์ระบุว่าในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูงแบบนี้ ตัวชี้วัดที่ต้องติดตามคือทิศทางของ US Dollar Index, ราคาน้ำมัน และความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะปัจจัยเหล่านี้จะบ่งบอกทิศทางโดยรวมของตลาดการเงินในระยะต่อไป หากสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น แรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่เงิน $650,000 ล้านไหลเข้าทองคำและเงินในเวลาแค่ 4 ชั่วโมงนั้นเป็นสัญญาณเตือนที่ควรเอาจริงเอาจัง เพราะขนาดนี้ไม่ใช่แค่นักลงทุนรายย่อยตื่นตกใจ แต่เป็นสถาบันขนาดใหญ่ที่ตัดสินใจปรับพอร์ตพร้อมกัน ในสภาวะแบบนี้คริปโตมักถูกเทขายไปพร้อมกับหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นในช่วงแรก สิ่งที่น่าจับตาคือถ้าความตึงเครียดยืดเยื้อเกิน 1-2 สัปดาห์และเริ่มกระทบค่าเงินดอลลาร์ นั่นแหละที่อาจเห็น Bitcoin เริ่มถูกพูดถึงในฐานะทางเลือกอีกครั้ง แต่ตอนนี้ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังความผันผวนในระยะสั้นก่อน

