สรุปข่าว
- บริษัทนิรนามในฮ่องกงถือครองสถานะมูลค่าราว $470 ล้านใน Bitcoin ETF ของ BlackRock (IBIT) โดยไม่มีเว็บไซต์ ไม่มี LinkedIn และไม่มีตัวตนทางดิจิทัลใด ๆ ให้ตรวจสอบได้
- นักข่าวจาก CoinDesk ติดตามไปถึงที่อยู่ของบริษัทในฮ่องกงและเคาะประตูถึงสำนักงาน แต่ไม่มีใครตอบรับ สร้างความสงสัยเป็นวงกว้างในวงการ
- กรณีนี้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ด้านความโปร่งใสในตลาด Bitcoin ETF และอาจนำไปสู่การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การมีผู้ถือหน่วย ETF รายใหญ่ที่ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิงเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับตลาด หากหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มสอบสวน อาจทำให้นักลงทุนสถาบันรายอื่นชะลอการลงทุนในผลิตภัณฑ์ Bitcoin ETF ชั่วคราว และอาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาในช่วงสั้น
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 28 ก.พ. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก CoinDesk นักข่าว Sam Reynolds ได้ออกสืบสวนบริษัทลึกลับรายหนึ่งในฮ่องกง ซึ่งถือครองสถานะมูลค่าประมาณ $470 ล้านใน iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ของ BlackRock โดยที่บริษัทดังกล่าวไม่มีเว็บไซต์ ไม่มีโปรไฟล์ LinkedIn ไม่มีร่องรอยทางดิจิทัล และไม่มีข้อมูลใด ๆ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะเลย Reynolds ได้เดินทางไปถึงที่อยู่จริงของบริษัทในฮ่องกง และเคาะประตูสำนักงานด้วยตนเอง แต่ไม่มีใครตอบรับ ทำให้ปริศนานี้ยังคงไม่มีคำตอบ
$470 ล้านไปจากไหน บริษัทที่หาข้อมูลไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ในโลกของการเงินสถาบัน การถือครองสินทรัพย์มูลค่า $470 ล้านหรือกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ย่อมมาพร้อมกับเอกสารจดทะเบียน รายงานผู้ถือหุ้น หรืออย่างน้อยก็ชื่อที่ค้นหาได้ในระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล แต่บริษัทรายนี้กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง ไม่มีเว็บไซต์ ไม่มีตัวแทนที่ติดต่อได้ ไม่มีข่าวเก่าในฐานข้อมูลสื่อ และไม่มีบุคคลที่เชื่อมโยงกับชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือตำแหน่งการลงทุนขนาดนี้ไม่ใช่การซื้อแบบไม่สำคัญ หากพิจารณาจากราคา Bitcoin ในปัจจุบันที่ $63,992 ต่อเหรียญ (ลดลง 2.80% ใน 24 ชั่วโมงล่าสุด) $470 ล้านคิดเป็น Bitcoin กว่า 7,300 BTC ซึ่งถือเป็นสถานะขนาดใหญ่ที่หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศต้องรายงาน
ทำไมบริษัทนิรนามในตลาด ETF ถึงเป็นเรื่องที่ต้องกังวล
Bitcoin ETF ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่ต้องการความโปร่งใสและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน การมีผู้ถือหน่วยรายใหญ่ที่ขาดข้อมูลพื้นฐานจึงขัดกับจุดประสงค์หลักของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้โดยสิ้นเชิง ความกังวลที่นักวิเคราะห์หลายรายตั้งขึ้นคือ ใครคือเจ้าของตัวจริง? เงินมาจากไหน? และมีการฟอกเงินหรือการใช้สินทรัพย์ ETF เพื่อซ่อนที่มาของเงินหรือไม่?
ในบริบทที่กว้างกว่านั้น กรณีนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่วงการคริปโตกำลังเผชิญกับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ ได้ขอให้กระทรวงการคลังและกระทรวงยุติธรรมสอบสวน Binance ในประเด็นการป้องกันการฟอกเงินและการเงินผิดกฎหมาย รวมถึงรายงานที่ชี้ถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังจับตาดูความโปร่งใสในตลาดคริปโตอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม
BlackRock และ SEC อาจต้องตอบคำถามนี้
แม้ว่า BlackRock ในฐานะผู้ออก ETF จะมีหน้าที่รายงานผู้ถือหน่วยรายใหญ่ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศและไม่ได้ยื่นรายงานโดยตรงต่อหน่วยงานสหรัฐฯ นักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสังเกตว่า หากบริษัทนิรนามรายนี้ตัดสินใจขายสถานะทั้งหมดในคราวเดียว อาจสร้างแรงกดดันต่อราคา Bitcoin ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่ตลาดโดยรวมยังคงผันผวน โดย Bitcoin ร่วงลงราว 2.80% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ปริศนาบริษัทนิรนามฮ่องกงรายนี้กำลังกลายเป็นประเด็นที่สื่อการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งเริ่มสนใจ และคงต้องติดตามว่าจะมีคำตอบออกมาหรือไม่
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ากรณีนี้น่ากังวลมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะถ้าเป็นนักลงทุนสถาบันทั่วไป ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องปิดตัวเองให้มืดขนาดนี้ การมีเว็บไซต์หรือตัวตนขั้นต่ำเป็นเรื่องปกติมากสำหรับบริษัทที่ถือเงินหลักพันล้านบาท สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ SEC หรือหน่วยงานฮ่องกงจะเข้าสอบสวนหรือไม่ และ BlackRock จะออกมาชี้แจงเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าเงินก้อนนี้เคลื่อนออกไปจาก ETF อย่างกะทันหัน นั่นแหละถึงเวลาต้องระวังเป็นพิเศษ

