bitkub-banner

ธนาคารกลางทั่วโลกถือทองคำแซงพันธบัตรสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 30 ปี Bitcoin ได้อานิสงส์?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำมากกว่าพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี บ่งชี้การเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของทุนสำรองระหว่างประเทศ
  • สัญญาณนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และระบบการเงินที่ยึดโยงกับสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
  • แนวโน้มนี้เป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างสำหรับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์เก็บมูลค่าทางเลือก โดยเฉพาะในสภาวะที่ดอลลาร์อาจถูกตั้งคำถาม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ธนาคารกลางหันหลังให้พันธบัตรสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำแทนนั้น เป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นในดอลลาร์กำลังสั่นคลอน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่นักลงทุนสถาบันและบุคคลทั่วไปมองหา Bitcoin เป็นสินทรัพย์ทางเลือก แม้ผลกระทบจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการพุ่งขึ้นทันที แต่ระยะยาวถือว่าเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อราคา

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศของโลก ข้อมูลนี้ออกมาในช่วงที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้นักวิเคราะห์ตีความว่าความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกกำลังสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมธนาคารกลางถึงหันมาสะสมทองคำแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” อันดับหนึ่งของโลก ธนาคารกลางทั้งเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ต่างสะสมพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ของทุนสำรองระหว่างประเทศ เพราะมันมีสภาพคล่องสูงและรัฐบาลสหรัฐฯ ถือว่าไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

แต่ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ ใช้มาตรการแช่แข็งทุนสำรองรัสเซียในปี 2565 ซึ่งทำให้หลายประเทศตระหนักว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ ไม่ได้ “ปลอดภัย” อย่างที่คิด เพราะสหรัฐฯ สามารถอายัดสินทรัพย์เหล่านั้นได้ทางการเมือง ประกอบกับหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงต่อเนื่องและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งตัดสินใจกระจายความเสี่ยงโดยเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองอย่างจริงจัง

ทองคำมีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา ไม่สามารถถูกอายัดโดยประเทศอื่น และมีมูลค่าในตัวเองโดยไม่ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลใด นี่คือเหตุผลหลักที่ธนาคารกลางจีน รัสเซีย อินเดีย และอีกหลายประเทศในกลุ่ม BRICS ต่างเร่งซื้อทองคำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต Bitcoin อาจได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้

สำหรับตลาดคริปโต แนวโน้มนี้ถือว่าเป็นสัญญาณบวกเชิงโครงสร้างต่อ Bitcoin โดยเฉพาะ เหตุผลหลักคือ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน ทั้งในแง่ที่ไม่มีองค์กรกลางควบคุม มีจำนวนจำกัด และไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ตามใจรัฐบาล เมื่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์เริ่มถูกตั้งคำถาม นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยก็มักมองหาสินทรัพย์ที่ “มีมูลค่าในตัวเอง” ทั้งทองคำและ Bitcoin

แม้ในระยะสั้น ข่าวนี้อาจไม่ได้ส่งผลให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นทันที เพราะเป็นแนวโน้มที่ค่อยๆ สะสมมากกว่าเหตุการณ์ฉับพลัน แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ การที่ธนาคารกลางเริ่มหันหลังให้ดอลลาร์เป็นเรื่องที่กรณีใช้งานของ Bitcoin แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนสถาบันที่มองหาสินทรัพย์ทางเลือกระยะยาวที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล

ทั้งนี้ บริบทในช่วงนี้ยิ่งน่าจับตา เพราะก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 12% สู่ระดับ $75 ต่อบาร์เรล และ ก๊าซธรรมชาติยุโรปพุ่ง 50% ซึ่งล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าความผันผวนของตลาดโภคภัณฑ์และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังผลักดันให้นักลงทุนหาสินทรัพย์ที่ไม่ผูกติดกับระบบการเงินดั้งเดิม

สัญญาณอื่นที่ต้องจับตาในระบบการเงินโลก

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่หลายประเทศกำลังพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการค้าน้ำมันในสกุลเงินอื่น การพัฒนาระบบชำระเงินแบบทวิภาคีที่ข้ามธนาคารโลกตะวันตก หรือการผลักดันสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เพื่อลดต้นทุนการแปลงสกุลเงิน

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะตอบสนองอย่างไรต่อแนวโน้มนี้ เพราะหากดอลลาร์เสียสถานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถของสหรัฐฯ ในการกู้ยืมเงินราคาถูกและดำเนินนโยบายการเงินแบบที่ทำมาตลอด ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจเป็นตัวเร่งที่สำคัญมากสำหรับ Bitcoin และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ นอกระบบดอลลาร์


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้สำคัญมากกว่าที่หลายคนอาจคิด เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นในระดับสถาบันที่สะสมมาหลายปี ธนาคารกลางไม่ใช่นักเก็งกำไรที่ตัดสินใจเร็ว การที่พวกเขาเปลี่ยนนโยบายทุนสำรองนั้นหมายความว่ามีการคิดมาอย่างยาวนานแล้ว สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่า Bitcoin จะถูกพูดถึงในเวทีการเงินระหว่างประเทศมากขึ้นไหมในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ที่สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองได้ ซึ่งถ้าหากธนาคารกลางบางแห่งเริ่มก้าวนั้น มันคงสั่นสะเทือนตลาดมากกว่าการซื้อของ BlackRock เสียอีก