bitkub-banner

กลุ่มล็อบบี้แบงก์บีบวงการคริปโต ห้ามจ่ายดอกเบี้ย Stablecoin แลกกฎหมายผ่าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กลุ่มล็อบบี้ธนาคารกำลังกดดันให้วงการคริปโตยกเลิกโปรแกรมดอกเบี้ย Stablecoin เพื่อแลกกับการผลักดันกฎหมาย Stablecoin ให้ผ่านสภา
  • ผลตอบแทน Stablecoin คือจุดดึงดูดผู้ใช้งานสำคัญของแพลตฟอร์มคริปโต เพราะให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไปมาก
  • การเจรจายังดำเนินอยู่ แต่ถ้าต้องยอมตัดโปรแกรมนี้ออก อาจกระทบต่อ TVL ใน DeFi และความน่าสนใจของ Stablecoin ในระยะยาว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

หากแพลตฟอร์มคริปโตต้องยกเลิกโปรแกรมดอกเบี้ย Stablecoin แรงจูงใจหลักที่ดึงดูดผู้ใช้ใหม่จะหายไป อาจทำให้ TVL ใน DeFi และปริมาณ Stablecoin บนเครือข่ายลดลง ส่งผลเป็นลบต่อระบบนิเวศคริปโตโดยรวม

วงการคริปโตกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ที่ซ่อนอยู่ในโต๊ะเจรจากฎหมาย Stablecoin ตามรายงานจาก CoinDesk เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 กลุ่มล็อบบี้ธนาคารกำลังรุกหนักเพื่อกดดันให้แพลตฟอร์มคริปโตยอมยกเลิกโปรแกรมให้ผลตอบแทน Stablecoin เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับการผ่านร่างกฎหมาย Stablecoin ในสภาสหรัฐฯ การกดดันนี้ลงมือได้อย่างแม่นยำ เพราะผลตอบแทน Stablecoin คือหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโตเมื่อเทียบกับระบบธนาคารดั้งเดิม และการยอมตัดมันออกถือเป็นการสูญเสียที่เจ็บปวดไม่น้อย แม้ฝั่งคริปโตจะมองว่าแคมเปญนี้ไม่ยุติธรรม แต่ดูเหมือนแรงกดดันนี้เริ่มได้ผลจริงแล้ว

ทำไมดอกเบี้ย Stablecoin ถึงสำคัญขนาดนี้

โปรแกรมให้ผลตอบแทน Stablecoin หรือที่เรียกกันว่า Stablecoin Yield คือการที่แพลตฟอร์มคริปโตจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือ Stablecoin เช่น USDC หรือ USDT โดยอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับมักสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากเลือกฝากเงินไว้กับแพลตฟอร์ม DeFi หรือ CeFi แทนที่จะฝากในธนาคาร นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ TVL หรือมูลค่าเงินที่ล็อกอยู่ในระบบ DeFi เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

กลุ่มธนาคารมองว่าโปรแกรมนี้ดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคารโดยตรง และทำให้สถาบันการเงินดั้งเดิมเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอ้างว่าการให้ผลตอบแทนบน Stablecoin อาจเข้าข่ายการรับฝากเงินโดยไม่มีใบอนุญาตธนาคาร ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายการเงินที่มีอยู่

แลกสิ่งเล็กเพื่อสิ่งใหญ่ หรือแพ้ในสิ่งที่สำคัญที่สุด

ฝั่งคริปโตอยู่ในสภาวะที่ต้องตัดสินใจยาก ถ้ายืนหยัดปกป้องโปรแกรมดอกเบี้ย Stablecoin ก็มีความเสี่ยงที่กฎหมาย Stablecoin จะไม่ผ่านสภา ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมจะยังคงอยู่ในสภาพที่ขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนต่อไป แต่ถ้ายอมตัด ก็สูญเสียจุดแข็งที่แข่งขันกับธนาคารได้จริง แนวทางเจรจาในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นการยอมแลกสิ่งที่จับต้องได้ในปัจจุบัน เพื่อแลกกับกรอบกฎหมายที่อาจเปิดโอกาสใหม่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าหากโปรแกรมดอกเบี้ย Stablecoin ถูกตัดออกจริง ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่ระดับแพลตฟอร์ม แต่จะลามไปถึงระบบนิเวศ DeFi โดยรวม เพราะ Yield จาก Stablecoin คือแรงจูงใจหลักที่ทำให้ผู้ใช้นำเงินเข้ามาในระบบ เมื่อผลตอบแทนหายไป TVL ก็มีแนวโน้มลดลงตาม

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาในการเจรจา

สิ่งที่น่ากังวลกว่าผลลัพธ์ปลายทาง คือการที่ธนาคารสามารถใช้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นเครื่องมือกดดันอุตสาหกรรมคริปโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าครั้งนี้ได้ผล มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการใช้กลยุทธ์เดียวกันซ้ำในการเจรจากฎหมายอื่น ๆ เช่น กฎหมายตลาด DeFi หรือการกำกับดูแลกระดานเทรดคริปโต

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ใช้ Stablecoin Yield เป็นแหล่งรายได้เสริม ควรติดตามความคืบหน้าของการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าข้อตกลงออกมาในรูปแบบที่ต้องยกเลิกโปรแกรมนี้ อัตราผลตอบแทนที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันอาจไม่คงอยู่ถาวร


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย Stablecoin แต่มันคือการทดสอบว่าอุตสาหกรรมคริปโตจะยืนหยัดปกป้องจุดแข็งของตัวเองได้แค่ไหนเมื่อถูกกดดันในโต๊ะเจรจา ที่น่าสังเกตคือธนาคารเลือกโจมตีจุดที่เจ็บปวดที่สุดอย่างแม่นยำ นั่นคือผลตอบแทนที่คนทั่วไปสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน ถ้าวงการคริปโตยอมถอยในจุดนี้ ผมกังวลว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้กลุ่มล็อบบี้กล้าใช้กลยุทธ์เดิมซ้ำในอนาคต อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูว่าผลการเจรจาจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะถ้าแลกแล้วได้กรอบกฎหมายที่แข็งแกร่งและเปิดโอกาสให้สถาบันใหญ่เข้ามาในระยะยาว อาจคุ้มค่าก็ได้