bitkub-banner

สหรัฐฯ เตรียมขยับภาษีนำเข้าเป็น 15% สัปดาห์นี้ คริปโตเสี่ยงร่วง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าภาษีนำเข้าอาจปรับขึ้นจาก 10% เป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมกรอบอำนาจ 150 วัน
  • การขึ้นภาษีนำเข้าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสงครามการค้ารอบใหม่กำลังเดินหน้า ซึ่งอาจกดดันตลาดการเงินทั่วโลก
  • ตลาดคริปโตต้องจับตาว่าการเพิ่มภาษีครั้งนี้จะส่งผลให้นักลงทุนถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยงหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่ตลาดหุ้นโลกยังเปราะบาง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 15% ส่งสัญญาณการค้าโลกที่ตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งมักทำให้นักลงทุนหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต ในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกเพิ่งเจอแรงเทขายจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงหนัก สัญญาณนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าตลาดคริปโตอาจเผชิญแรงขายต่อเนื่องในระยะสั้น

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Cointelegraph Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่าอัตราภาษีนำเข้าอาจถูกปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 10% ไปสู่ระดับ 15% ได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ โดยมีกรอบระยะเวลาการอนุมัติ 150 วัน ถ้อยแถลงของ Bessent ในฐานะหัวหน้ากระทรวงการคลังมีน้ำหนักสูงมาก เพราะเขาคือผู้กำหนดนโยบายการเงินและการค้าหลักของรัฐบาล Trump ซึ่งทำให้ตลาดโลกต้องรับรู้สัญญาณนี้อย่างจริงจัง

ภาพประจำตำแหน่งของเลขาธิการ Treasury Bessant ผู้ประกาศนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15%
ภาพประจำตำแหน่งของเลขาธิการ Treasury Bessant ผู้ประกาศนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% (ภาพจาก: @Cointelegraph)

สงครามการค้ารอบใหม่กำลังจุดไฟ

การขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 15% ไม่ใช่แค่ตัวเลขเปลี่ยน แต่คือสัญญาณทางการเมืองว่ารัฐบาล Trump ยังคงเดินหน้าใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือกดดันคู่ค้า โดยเฉพาะในบริบทที่การเจรจาการค้าหลายแนวยังไม่คืบหน้า การที่ Bessent ระบุกรอบอำนาจ 150 วัน ยังบ่งชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มองเรื่องนี้เป็นนโยบายระยะกลาง ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับ การแต่งตั้ง Scott Bessent เป็นรัฐมนตรีคลัง ซึ่งในช่วงแรกถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อวงการคริปโต เพราะ Bessent มีท่าทีเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ถ้อยแถลงล่าสุดเรื่องภาษีนำเข้าแสดงให้เห็นว่าเขากำลังขับเคลื่อนนโยบายการค้าแบบกดดันที่อาจสร้างผลกระทบด้านลบต่อตลาดการเงินโดยรวม

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ในอดีตทุกครั้งที่สงครามการค้าร้อนแรงขึ้น ตลาดคริปโตมักได้รับแรงกดดันจากสองทาง ได้แก่ นักลงทุนสถาบันถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อไปถือเงินสดหรือพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มักแกว่งตัวแรงซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมักทำให้ผู้ที่ถือ Bitcoin หรือ Altcoin รายย่อยตัดสินใจขายเพื่อลดความเสี่ยงก่อน

สถานการณ์ครั้งนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะตลาดโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยลบซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ดิ่งลงหนักที่สุดในรอบหลายปี และดัชนีตลาดหุ้นดูไบที่ร่วงลงอย่างฉับพลัน ตามที่ Siam Blockchain ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้ใน วิกฤตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และ ตลาดหุ้นดูไบ การเพิ่มภาษีนำเข้าในจังหวะนี้จึงเท่ากับเป็นการโยนน้ำมันลงในกองไฟที่กำลังลุกอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้

หากภาษีนำเข้าถูกประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้จริง ตลาดคริปโตจะต้องเผชิญกับแรงกดดันระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวรับสำคัญของ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลหลักจะถูกทดสอบทันที โดยเฉพาะถ้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบสนองในเชิงลบเมื่อเปิดทำการ ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้จะจำกัดเฉพาะบางประเทศหรือเป็นการขึ้นแบบครอบคลุมทั่วโลก และว่าคู่ค้าหลักอย่างจีนหรือสหภาพยุโรปจะตอบโต้อย่างไร


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสัญญาณจาก Bessent ครั้งนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนคิด เพราะการขึ้นภาษีในจังหวะที่ตลาดโลกกำลังอ่อนแออยู่แล้ว มันเหมือนเพิ่มน้ำหนักให้กับคนที่กำลังแบกของหนักอยู่แล้ว ถ้าประกาศออกมาจริงในสัปดาห์นี้ ก็ต้องดูว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันแรกที่เปิดหลังมีข่าวจะรับมือยังไง เพราะคริปโตมักวิ่งตามทิศทางนั้น อย่าลืมว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดโลกโดนรุมเร้าจากหลายทิศทางมากอยู่แล้ว ระวังแรงขายระยะสั้นไว้ด้วย แต่ก็อย่าตัดสินใจอะไรด้วยความตื่นตระหนก รอดูความชัดเจนของนโยบายก่อนเสมอ