สรุปข่าว
- ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงแรงกว่า 10% จนต้องงัดระบบ Circuit Breaker มาระงับการซื้อขาย ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ รวมถึงไทยโดนเทขายยับเยินเช่นเดียวกัน
- ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานกว่า 12-14% หลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ผนวกกับการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ มีอาวุธไม่จำกัดและพร้อมทำสงครามแบบยืดเยื้อไปอีกนาน
- ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความเสียหาย 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายใน 4 วันที่ผ่านมา แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ตลาดคริปโทฯ กลับทรงตัวได้ โดยร่วงลงเพียง 0.5% เท่านั้น
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงทะลุ 10% จนต้องงัด Circuit Breaker มาใช้ ขณะที่หุ้นไทยก็อ่วมดิ่งลงราว 8% รับแรงกระแทกจากไฟสงครามตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือวิกฤต Black Swan ครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973 ที่กวาดล้างมูลค่าหุ้นทั่วโลกไปถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาแค่ 4 วัน แต่สิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์คือ ตลาดคริปโทฯ กลับยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและร่วงลงเพียง 0.5% เท่านั้น
ช่วงเช้าวันนี้ (4 มี.ค. 69) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ โดยดัชนี Kospi และ Kosdaq ร่วงแรงกว่า 10% จนเกิด Circuit Breaker หรือการระงับซื้อขายหุ้นชั่วคราวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะยานทะลุ $80 ต่อบาเรลล์
แรงเทขายได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ดัชนี Nikkei และ Topix ของญี่ปุ่นร่วงลงไปเกือบ 4% ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลง 3% และตลาดหุ้นไทยที่อ่วมหนักลดลงราว 8%

สาเหตุที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้โดนเทขายอย่างหนัก มาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมหาศาลถึง 94% โดยเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึง 75% เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนจึงแห่เทขายเพื่อลดความเสี่ยงลงทันที
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อมีการปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ผนวกกับท่าทีแข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมส่งเรือคุ้มกันทันที และสหรัฐฯ มีคลังอาวุธไม่จำกัดและพร้อมทำสงครามแบบยืดเยื้อ
ดังกล่าว เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 14% แตะ $82 ต่อบาร์เรล และ WTI พุ่ง 12% แตะ $75 ต่อบาร์เรล ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
ข้อความประโยคนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทันที โดย Brent พุ่งไปถึง 14% แตะ $82 ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ก็ขยับขึ้น 12% แตะ $75 ต่อบาร์เรล ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน
SungHoon Lee นักวิจัยด้านคริปโทฯ ออกมาชี้ชัดว่านี่คือ เหตุการณ์ Black Swan โดยสมบูรณ์ ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกกวาดล้างมูลค่าไปแล้วกว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 4 วัน ซึ่งถือเป็นความตื่นตระหนกที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์มากที่สุดคือ ท่ามกลางความโกลาหลของสินทรัพย์ดั้งเดิม มูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับปรับตัวลดลงเพียง 0.5% เท่านั้น แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีตลาดจะเผชิญการปรับฐานร่วงลงมาแล้วกว่า 21% ก็ตาม
มุมมองผู้เขียน: วิกฤตครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าราคาน้ำมัน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นในหลายประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การที่ตลาดคริปโทฯ ยังยืนหยัดอยู่ได้ โดยราคาร่วงลงแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่มา:cointelegraph

