สรุปข่าว
- Block (Square) บริษัทของ Jack Dorsey ประกาศปรับกลยุทธ์รองรับ Stablecoin แม้ว่า Dorsey จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ศรัทธา Bitcoin อย่างแน่วแน่
- แรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Stripe และ PayPal ที่เพิ่มตัวเลือก Stablecoin ก่อนหน้านี้ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการตัดสินใจครั้งนี้
- การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแส Stablecoin ที่แพร่หลายในอุตสาหกรรมการชำระเงินกระแสหลัก และอาจเป็นสัญญาณให้บริษัทฟินเทคอื่นๆ ตามรอยในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ Block/Square ยอมรับ Stablecoin เป็นสัญญาณชัดเจนว่าฟินเทคกระแสหลักกำลังโอบรับระบบนิเวศ Stablecoin อย่างจริงจัง ส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือและอุปสงค์ของ USDT และ Stablecoin อื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นยังมีจำกัด เนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดการนำไปใช้งานจริงที่ชัดเจน
ตามรายงานจาก CoinDesk เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2569 Jack Dorsey ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Block (เดิมคือ Square) ยืนยันว่าบริษัทของเขากำลังปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับ Stablecoin แม้จะเป็นการตัดสินใจที่ “ไม่เต็มใจนัก” โดย Dorsey ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ศรัทธา Bitcoin อย่างแน่วแน่มาตลอด ระบุว่าแรงกดดันจากตลาดและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้องเปลี่ยนทิศทาง กระแส Stablecoin ที่ได้รับความนิยมพุ่งสูง ประกอบกับการที่คู่แข่งอย่าง Stripe และ PayPal ได้เพิ่มตัวเลือก Stablecoin ไปก่อนหน้าแล้ว ทำให้ Block ไม่อาจนิ่งเฉยอีกต่อไป
จาก Bitcoin Purist สู่การยอมรับ Stablecoin
Jack Dorsey มีชื่อเสียงในแวดวงคริปโตในฐานะหนึ่งในผู้ศรัทธา Bitcoin ที่แน่วแน่ที่สุดในวงการเทคโนโลยี เขาเคยประกาศหลายครั้งว่า Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัลเดียวที่มีความสำคัญและมีอนาคต โดยแทบไม่ให้ความสนใจกับ Altcoin หรือแม้แต่ Stablecoin มากนัก บริษัท Block ก็ลงทุนใน Bitcoin อย่างหนักและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้น Bitcoin เป็นหลัก ทั้ง Cash App ที่ให้ซื้อขาย Bitcoin โดยตรง และโครงการ TBDex ที่มุ่งสร้างโปรโตคอลการชำระเงินแบบกระจายอำนาจบน Bitcoin
การเปลี่ยนใจครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องน่าสังเกตอย่างยิ่ง เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ Bitcoin อย่างแน่วแน่ที่สุด ก็ยังต้องยอมรับความเป็นจริงของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจส่งสัญญาณสำคัญให้กับบริษัทฟินเทคอื่นๆ ที่ยังลังเลอยู่ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเพิ่ม Stablecoin เข้าไปในระบบนิเวศการชำระเงินของตน
แรงกดดันจากคู่แข่งดันให้ต้องยอมรับ Stablecoin
สาเหตุหลักที่ Block ต้องปรับตัวครั้งนี้มาจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดชำระเงินดิจิทัล โดยเฉพาะการที่ Stripe เพิ่มการรองรับ Stablecoin สำหรับธุรกรรมของผู้ค้า และ PayPal ที่ออก Stablecoin ของตัวเองชื่อ PYUSD ทำให้ Block เผชิญความเสี่ยงที่จะเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งหากยังไม่มีโซลูชัน Stablecoin ให้ลูกค้า นอกจากนี้ ความต้องการใช้ Stablecoin ในการโอนเงินข้ามพรมแดนและการชำระเงินระหว่างประเทศยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงกับตลาดเป้าหมายหลักของ Cash App และบริการอื่นๆ ของ Block
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ฟลอริดากลายเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ผ่านกรอบกฎหมายกำกับดูแล Stablecoin อย่างครอบคลุม ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบและเอื้อให้บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Block สามารถเดินหน้านำ Stablecoin มาใช้งานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้ Utexo ยังได้รับเงินทุน $7.5 ล้านจาก Tether เพื่อรองรับการชำระเงินด้วย USDT บนบล็อกเชน Bitcoin โดยตรง ซึ่งเป็นอีกสัญญาณว่ากระแส Stablecoin บน Bitcoin กำลังเติบโตและสอดคล้องกับทิศทางที่ Block อาจมุ่งหน้าไป
ผลกระทบต่อระบบนิเวศ Stablecoin และ USDT
การที่ Block ยอมรับ Stablecoin ถือเป็นข่าวดีสำหรับระบบนิเวศ Stablecoin โดยรวม โดยเฉพาะ USDT ของ Tether ซึ่งเป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดและปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในโลก หาก Block เลือกรองรับ USDT ในระบบของตน จะเป็นการเพิ่มจุดรับชำระเงินที่มีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคนทั่วโลก Block มีฐานผู้ใช้ Cash App ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และตลาดกำลังพัฒนา ซึ่งหากผนวก Stablecoin เข้าไปจะเพิ่มการเข้าถึงและสภาพคล่องของ Stablecoin ในตลาดชำระเงินรายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ยังต้องรอดูรายละเอียดว่า Block จะรองรับ Stablecoin ตัวไหนบ้างและในรูปแบบใด ก่อนที่จะประเมินผลกระทบต่อราคาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเคลื่อนไหวของ Jack Dorsey ครั้งนี้น่าสนใจมากในแง่สัญญาณตลาด เพราะถ้าแม้แต่คนที่ “ไม่อยากทำ” ยังต้องยอมทำ นั่นแปลว่าแรงกดดันจากตลาดมันหนักมากจริงๆ สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ Block จะเลือกรองรับ Stablecoin ตัวไหน ถ้าเป็น USDT ของ Tether ก็ถือว่าเป็นข่าวดีพอสมควรสำหรับ Tether แต่ถ้า Block ตัดสินใจสร้าง Stablecoin ของตัวเองหรือเลือกตัวอื่น ก็อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นแค่การประกาศทิศทาง ยังต้องรอดูว่าจะลงมือทำจริงแค่ไหนและเร็วแค่ไหน ไม่น่าเร่งตัดสินใจลงทุนอะไรตามข่าวนี้เพียงอย่างเดียว
เครดิตภาพจาก @Maugie_Games

