สรุปข่าว
- ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรลแล้ว สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 เป็นครั้งแรก
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นกว่า 90% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2568 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น
- แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ย กระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง $104 ต่อบาร์เรลจะซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและนักลงทุนถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Altcoin ทั้งหมด
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ $104 ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าของวันที่ 9 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย (05:04 น. ตามเวลาไทย) นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งระบุว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 90% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2568 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคามาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระดับนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโต
ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ดันราคาน้ำมันพุ่ง 90% ในเวลาไม่กี่เดือน
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะสมจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์หลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า การผลิตน้ำมันของอิรักลดลงกว่า 60% เนื่องจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านทำให้เรือบรรทุกน้ำมันถูกปิดกั้น และ อิสราเอลได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่าน จนเกิดความเสียหายต่อโรงกลั่น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียออกมาเตือนอิหร่าน ว่าอาจตอบโต้หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตน เหตุการณ์เหล่านี้รวมกันทำให้อุปทานน้ำมันโลกหดตัวลงอย่างรวดเร็วและราคาพุ่งขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม 2568 ที่ราว $55 ต่อบาร์เรล มาถึงระดับ $104 ในปัจจุบัน
ในด้านอุปสงค์ ฤดูหนาวในซีกโลกเหนือที่ยาวนานและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงหนุนความต้องการใช้น้ำมัน ขณะที่ฝั่งอุปทานถูกบีบจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับแรงกดดันจากสองด้านพร้อมกัน
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต เงินเฟ้อกลับมา ดอกเบี้ยค้างสูง
ราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ $104 ต่อบาร์เรลส่งผลโดยตรงต่อความคาดหวังเรื่องนโยบายการเงิน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะแพร่กระจายไปยังทุกห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอีกครั้ง และกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปหรืออาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และนักลงทุนมีแนวโน้มลดการถือสินทรัพย์เสี่ยงลง
ตลาดคริปโตซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเอเชีย ดังที่ Siam Blockchain รายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกถอนเงินออกจากหุ้นเอเชียกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึง ราคาคริปโตที่ดิ่งลงหนักนับตั้งแต่ Trump เข้ารับตำแหน่ง อาจต้องเผชิญกับแรงขายเพิ่มเติมจากข่าวราคาน้ำมันนี้ด้วย สภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยค้างสูงนั้นไม่เป็นมิตรกับ Bitcoin และ Altcoin เพราะนักลงทุนสถาบันมักโยกเงินกลับไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนอย่างพันธบัตรแทน
จับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ สัญญาณดอกเบี้ยจะชี้ทิศทางตลาดคริปโต
นักวิเคราะห์ตลาดหลายรายมองว่าปัจจัยที่ต้องจับตามากที่สุดในช่วงนี้ไม่ใช่ตัวเลขราคาน้ำมัน แต่เป็นปฏิกิริยาของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อข้อมูลเงินเฟ้อที่จะออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากตัวเลข CPI สหรัฐฯ พุ่งขึ้นตามราคาพลังงาน โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยในปีนี้จะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันระยะยาวต่อตลาดคริปโตทั้งหมด
ในอีกด้านหนึ่ง บางส่วนของชุมชนคริปโตมองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและความกลัวเงินเฟ้ออาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มหันมาสนใจ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงและการถอนทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมทิศทางตลาด
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงไม่น้อยสำหรับตลาดคริปโตในช่วงไตรมาสหน้า การที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 90% ในเวลาไม่กี่เดือนแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะทุกครั้งที่น้ำมันแพง เงินเฟ้อมักตามมา และธนาคารกลางก็ต้องคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้กับมัน ตลาดคริปโตไม่ชอบสภาพแวดล้อมแบบนี้เลย สิ่งที่ควรจับตาในช่วง 2-4 สัปดาห์ข้างหน้าคือตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะออกมา ถ้า CPI พุ่งตามราคาน้ำมัน อาจเห็นแรงขายรอบใหม่ในตลาดคริปโตได้ไม่ยาก และยังต้องดูว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายได้เร็วแค่ไหนด้วย
เครดิตภาพจาก @rybar_pacific

