สรุปข่าว
- หน่วยงานรัฐเกาหลีใต้เลือกเทขาย Bitcoin ที่ยึดได้มูลค่ากว่า 21.6 ล้านดอลลาร์เข้าคลังทันที สวนทางกับเทรนด์บางประเทศที่เริ่มเก็บคริปโตเป็นสินทรัพย์สำรองของรัฐ
- กฎการลงทุนใหม่สำหรับบริษัทจดทะเบียน สั่งเบรก Stablecoin อย่าง USDT และ USDC โดยอ้างเหตุผลด้านช่องว่างทางกฎหมายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ยังไม่รองรับ
- ข้อเสนอได้กำหนดเพดานถือหุ้นเว็บเทรดคริปโตไว้ไม่เกิน 34% สร้างความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน และการบริหารงานในช่วงวิกฤต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
สัญญาณจากเกาหลีใต้ในช่วงสัปดาห์นี้ค่อนข้างเป็นลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภูมิภาคเอเชีย การที่รัฐบาลเลือกเปลี่ยนคริปโตเป็นเงินสดแทนการถือครอง ผนวกกับการจำกัดไม่ให้ภาคเอกชนเข้าถึง Stablecoin และการพยายามเข้าควบคุมโครงสร้างผู้ถือหุ้นของเว็บเทรด สะท้อนถึงท่าทีที่ระมัดระวังจนเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดกิมจิพรีเมียมลดลง และทำให้นักลงทุนรายใหญ่ชะลอการเข้าซื้อเพื่อรอดูความชัดเจนของกฎหมาย Digital Asset Basic Act
อุตสาหกรรมคริปโตในเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่น่าอึดอัดใจ เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลพร้อมใจกันส่งสัญญาณที่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังถอยห่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่
แม้ว่ากฎหมายแม่บทอย่าง Digital Asset Basic Act จะจ่อคิวประกาศใช้ แต่ความเคลื่อนไหว 3 เรื่องใหญ่ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา กลับแสดงให้เห็นถึงความพยายามบีบวงล้อมให้แคบลง
1. อัยการสั่งเทขาย Bitcoin ยึดทรัพย์เข้าคลัง
สำนักงานอัยการเขตกวางจูสร้างความฮือฮา ด้วยการประกาศขาย Bitcoin จำนวน 320.88 BTC มูลค่าประมาณ 21.6 ล้านดอลลาร์ หลังจากสิ้นสุดคดีเว็บพนันออนไลน์ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018 เงินจำนวนนี้ถูกนำส่งเข้าคลังของรัฐทันที หลังจากใช้เวลาทยอยขายเพียง 11 วัน
ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่การขายทรัพย์สินที่ยึดมาได้ตามปกติ แต่คือ “จุดยืน” ที่ต่างจากชาติมหาอำนาจอื่นอย่าง สหรัฐฯ ที่เริ่มมีกระแสการเก็บคริปโตยึดทรัพย์ไว้เป็นทุนสำรอง แต่เกาหลีใต้กลับเลือกที่จะกำเงินสดไว้ในมือแทน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐยังไม่มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองในระดับนโยบาย
2. กำแพงกฎหมายกั้นการถือครอง Stablecoin ของบริษัท
คณะกรรมการบริการทางการเงิน (FSC) กำลังยกร่างกฎหมายเปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนลงทุนในคริปโตได้เป็นครั้งแรก แต่กลับมีรายงานว่า Stablecoin ยอดนิยมอย่าง USDT และ USDC จะถูกตัดชื่อออกจากสินทรัพย์ที่อนุญาตให้ลงทุน
เหตุผลเบื้องหลังคือ ข้อจำกัดของกฎหมายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ยังไม่พร้อมยอมรับว่า Stablecoin เป็นเครื่องมือชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งการอนุญาตให้บริษัทถือครอง Stablecoin อาจนำไปสู่ความสับสนทางกฎหมายการค้า
ส่งผลให้บริษัทที่ต้องการใช้เหรียญเหล่านี้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedge) ต้องผิดหวัง และจำใจไปใช้บริการแพลตฟอร์มนอกประเทศแทน
3. กำหนดเพดานการถือหุ้นใหญ่ในกระดานเทรดคริปโต
ข้อเสนอสุดร้อนแรงในกฎหมาย Digital Asset Basic Act คือ การจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ในกระดานเทรดคริปโตไว้ที่ 34% แม้จะเป็นตัวเลขที่ผ่อนปรนขึ้นจากเดิมที่เคยคุยไว้ที่ 15-20% แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายค้านและนักวิชาการ
หลายฝ่ายเตือนว่า นโยบายนี้อาจขัดต่อสิทธิในทรัพย์สินและทำให้เกิดภาวะ “เกี่ยงกันรับผิดชอบ” หากเกิดวิกฤตการณ์กับแพลตฟอร์ม เพราะไม่มีใครมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด
กรณีศึกษาที่น่าจับตา คือดีลระหว่าง Upbit กับ Naver Financial ที่อาจต้องปรับโครงสร้างหุ้นกันขนานใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎใหม่นี้
ที่มา : beincrypto
มุมมองผู้เขียน : ท่าทีของเกาหลีใต้ตอนนี้เหมือน “เดินหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังสองก้าว” แม้จะมีความพยายามออกกฎหมายมารองรับคริปโต แต่รายละเอียดไส้ในกลับแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นของรัฐบาลที่มีต่อระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัล
การกีดกัน Stablecoin และการคุมเข้มสัดส่วนผู้ถือหุ้นอาจทำให้เกาหลีใต้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

