bitkub-banner

ดับฝันเหยื่อ Zipmex! ศาลแพ่งสั่งปัดตก ‘ไม่อนุญาต’ ดำเนินคดีฟ้องแบบกลุ่ม ลุ้นสู้ต่อศาลอุทธรณ์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่ง “ไม่อนุญาต” ให้กลุ่มผู้เสียหาย Zipmex กว่า 800 รายดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) คดีมูลค่ารวมกว่า 5 พันล้านบาท โดยให้แยกฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญ
  • แม้การฟ้องกลุ่มจะมีประโยชน์ แต่คดีนี้ผู้เสียหายเปิดบัญชีคนละเวลา และจำเลย (อดีตผู้บริหาร) เข้าออกตำแหน่งไม่พร้อมกัน จึงขาดความเป็นกลุ่มก้อนที่มีข้อเท็จจริงเดียวกัน
  • ตัวแทนผู้เสียหายและทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ มองเป็น “เสียงปลุก” ให้สังคมเห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายในการคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยยุคดิจิทัล

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

วันพฤหัสบดีที่ 12 มี.ค. 69 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้อ่านคำสั่งคดีประวัติศาสตร์ ที่กลุ่มผู้เสียหาย ‘ร่วมสู้ Zipmex’ ราว 800 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,800 ล้านบาท รวมตัวกันยื่นฟ้องแพ่งแบบกลุ่ม (Class Action) เรียกค่าเสียหายกว่า 5 พันล้านบาท จากบริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายเอกลาภ ยิ้มวิไล และพวกรวม 23 ราย ผลปรากฏว่า ศาลมีคำสั่ง “ไม่อนุญาต” ให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม โดยให้กลับไปใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญแทน อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ยังไม่ใช่จุดจบ เพราะโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้

ช่วงเช้าวันนี้ (12 มี.ค. 69) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้อ่านคำสั่งคดีประวัติศาสตร์ ที่กลุ่มผู้เสียหาย ‘ร่วมสู้ Zipmex’ ราว 800 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,800 ล้านบาท รวมตัวกันยื่นฟ้องแพ่งแบบกลุ่ม (Class Action) เรียกค่าเสียหายกว่า 5 พันล้านบาท จากบริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายเอกลาภ ยิ้มวิไล อดีตกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศรวม 23 ราย

ล่าสุดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 10.48 น. ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า ศาลมีคำสั่ง “ไม่อนุญาต” ให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม โดยให้กลับไปใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญแทน อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ยังไม่ใช่จุดจบ เพราะโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้

คดีนี้สืบเนื่องจาก Zipmex ซึ่งเคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ได้ก่อความเสียหายแก่ประชาชนผู้ลงทุน ต่อมา ก.ล.ต. ได้พบการกระทำความผิดกฎหมายหลายกรณีและได้กล่าวโทษจำเลยไปยัง จนท.ตำรวจ ให้ดำเนินคดีอาญา อีกทั้ง รมว.คลัง โดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของ Zipmex ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. 2567

ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งซึ่งมีเหตุผลฟังโดยสรุปว่า แม้ศาลจะยอมรับว่าการฟ้องกลุ่มช่วยคุ้มครองผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ศาลเห็นว่าการฟ้องคดีนี้มีการฟ้องทั้ง บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) และผู้เกี่ยวข้องรวมถึงอดีตกรรมการของบริษัทซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งและออกจากตำแหน่งไม่พร้อมกัน และเมื่อผู้เสียหายแต่ละรายต่างเข้าทำสัญญาเปิดบัญชีและใช้ผลิตภัณฑ์ซิปเม็กซ์ไม่พร้อมกัน จึงมีประเด็นเกี่ยวกับสภาพความเป็นกลุ่มบุคคลที่มีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันและไม่เหมาะสมที่จะดำเนินคดีแบบกลุ่ม 

ทั้งนี้ ภายหลังศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่ง ศาลได้เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายและคู่ความสอบถามศาลและโปรดอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดมีความละเอียดซับซ้อนและสามารถถูกตรวจสอบพิจารณาได้โดยศาลอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายและให้คู่ความและทนายความรอคัดถ่ายคำสั่งฉบับเต็มเพื่อนำไปศึกษารายละเอียดและพิจารณาแนวทางหากจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อไป

นายกิจจา จงขวัญยืน ตัวแทนกลุ่ม ‘ร่วมสู้ Zipmex’ กล่าวว่า ในฐานะโจทก์ผู้ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม ก็น้อมเคารพศาลชั้นต้นที่ตีความกฎหมายตามที่ศาลมีดุลพินิจ โดยนายกิจจาเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ ‘เสียงปลุก’ ให้สังคมต้องหันมามองว่าการตีความกฎหมายเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่มมีความละเอียดสลับซับซ้อนและอาจมีข้อน่าคิด 

โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้เสียหายรายย่อย เช่น หากคดีที่เกิดกับแพลตฟอร์มระดับประเทศที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ไม่สามารถริเริ่มดำเนินคดีแบบกลุ่มได้เพราะเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารของผู้บริหารบางรายซึ่งผู้เสียหายเพียงแต่ขอดำเนินคดีและยังไม่มีโอกาสได้สืบพยานเกี่ยวกับอดีตผู้บริหารเหล่านั้น

นอกจากนี้ หากมองในแง่ความเป็นเอกภาพของระบบ นายกิจจาชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่า ​ในมุมมองของผู้ที่ติดตามเรื่องฟินเทค แพลตฟอร์มคือ ระบบเดียว (Single System) เมื่อระบบระงับการถอนเงิน (Pause Withdrawal) ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เกิดแบบเดียวกันต่อทุกคนจากการใช้งานแพลตฟอร์ม ไม่ว่าเขาจะก้าวเข้ามาวันไหนก็ตาม และผู้บริหารที่เข้ามาในแต่ละช่วงต้องรับผิดชอบต่อการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มที่ดำเนินการในลักษณะที่อาจผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารรายนั้น

นายกิจจากล่าวย้ำว่า ความเชื่อมั่นในระบบเป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคตของทั้งวงการสินทรัพย์ดิจิทัลและการค้าการลงทุนอื่น การฟ้องคดีนี้ไม่ได้สู้เพียงเพื่อเงินของกลุ่มผู้เสียหาย Zipmex เท่านั้น แต่เราสู้เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า หากวันหนึ่งธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดปัญหาขึ้นอีก นักลงทุนจะมีกฎหมายเป็นเกราะคุ้มกันที่จับต้องได้จริงไหม? หากวันนี้เกราะที่ชื่อว่า ‘การฟ้องคดีแบบกลุ่ม’ ยังใช้ไม่ได้ผลหรือใช้ได้อย่างลำบากซับซ้อน ความเชื่อมั่นในนวัตกรรมทางการเงินของไทยอาจถูกกระทบได้

นายกิจจากล่าวปิดท้ายว่า ตนหวังว่ากรณีการฟ้องคดี Zipmex โดยเฉพาะการต่อสู้ต่อไปในชั้นอุทธรณ์จะเป็นคดีแบบกลุ่มที่ช่วยทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยสามารถปรับใช้กฎหมายให้เท่าทันโลกดิจิทัลและให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และจะหารือกับทีมทนายความเพื่อเตรียมการยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ด้านนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมายจาก VLA เปิดเผยของคดีนี้ว่า ศาลไม่ได้ปัดตกประเด็นความผิดหลักของบริษัท ซิปเม็กซ์ และนายเอกลาภ เพียงแต่มีข้อสังเกตเรื่องอดีตกรรมการบางรายเท่านั้น ซึ่งตนน้อมเคารพมุมมองวิธีคิดของศาลชั้นต้นซึ่งต้องรอนำคำสั่งฉบับเต็มไปพิจารณาศึกษาต่อไป และแม้หากวันนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ จำเลยก็มีสิทธิโต้แย้งให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งไม่อนุญาตได้เช่นกัน ดังนั้น จึงขอให้เรื่องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

นายวีรพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายต่อผู้เสียหายที่กำลังกังวลใจว่า ขอให้ผู้เสียหายไม่ต้องเสียกำลังใจ เพราะโจทก์ในคดีนี้ยังคงต่อสู้คดีต่อไปในชั้นอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลเห็นว่าอดีตผู้บริหารทุกรายที่ถูกฟ้องนั้นเกี่ยวข้องเบื้องต้นที่เพียงพอจะขอเริ่มต้นคดีแบบกลุ่มได้ และตนเชื่อว่าคดี Zipmex จะช่วยพัฒนาการตีความกฎหมายเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่มให้เกิดบรรทัดฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในที่สุด 

ที่สำคัญ แม้สุดท้ายคดีแบบกลุ่มจะพบกับอุปสรรคใดแต่ทางกลุ่มก็ยังมีช่องทางที่จะรวมตัวกันยื่นฟ้องคดีแพ่งและเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อหาทางเอาคนผิดมาลงโทษและชดใช้เยียวยาผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรม โดยผู้เสียหายจากกรณี Zipmex สามารถติดตามข่าวสารทางไลน์ทางการ “ร่วมสู้ Zipmex”  โดยเพิ่มเพื่อนที่ไอดี @suzipmex  หรือกดที่ https://bit.ly/SUZIPMEX