bitkub-banner

BlackRock ถือ Bitcoin แซงทุกบริษัทแล้วหรือยัง? ส่อง 10 สถาบันที่สะสม BTC มากที่สุดในโลก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กองทุน Bitcoin ETF ของ BlackRock’s IBIT ถือครอง Bitcoin มากกว่า 769,000 BTC มูลค่ากว่า $58,000 ล้านดอลลาร์ ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทำให้กลายเป็นผู้ถือครอง Bitcoin แบบสถาบันรายใหญ่ที่สุดในโลก ยกเว้น Satoshi Nakamoto 
  • Strategy (MicroStrategy เดิม) ถือครอง Bitcoin 738,731 BTC สะสมมาตั้งแต่ปี 2020 ด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว $75,862 ต่อเหรียญ รวมเงินลงทุนกว่า $56,040 ล้านดอลลาร์ 
  • บริษัทมหาชน 193 แห่ง ทั่วโลก ได้นำโมเดลการสะสม Bitcoin เข้าไว้ในงบดุลแล้ว และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish  

การที่สถาบันขนาดยักษ์แข่งกันซื้อ Bitcoin ในช่วงราคาปรับฐาน ส่งสัญญาณแรงหนุนในระยะกลาง-ยาว แม้ในระยะสั้นตลาดยังคงผันผวน

ถ้าหากเมื่อ 5 ปีก่อนมีคนบอกว่า บริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาด $10 ล้านล้านดอลลาร์ อย่าง BlackRock จะกลายเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก คงมีหลายคนหัวเราะ แต่วันนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว

กองทุน IBIT ของ BlackRock ดึงเม็ดเงินลงทุนสุทธิกว่า $37,000 ล้านดอลลาร์ ในปีแรกของการเปิดตัว ซึ่งเร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ETF โดยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารพุ่งเกิน $70,000 ล้านดอลลาร์ในต้นปี 2026

ในช่วงเดียวกัน เหรียญที่ 20 ล้านของ Bitcoin ก็เพิ่งถูกขุดออกมา เหลือเพียง 1 ล้านเหรียญที่ยังไม่ได้หมุนเวียนในระบบ นั่นหมายความว่า การแข่งกันสะสมของสถาบันกำลังเกิดขึ้น ในช่วงที่ Bitcoin หายากที่สุดในประวัติศาสตร์

โดยปัจจุบัน ราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว $69,765 ดอลลาร์ หลังจากทำ All-Time High ไว้ที่ $126,000 เมื่อเดือนตุลาคม 2025

10 สถาบัน/บริษัท ที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก

อันดับ 1  BlackRock (กองทุน IBIT ETF) ถือครอง 769,000–780,000 BTC  มูลค่า 54,000 ล้านดอลลาร์ – 58,000 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : news.bitcoin

ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 BlackRock ได้กลายเป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ของโลก โดยถือครอง Bitcoin ไว้มากถึง 769,180 BTC ผ่านกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์

แต่ประเด็นสำคัญคือ BlackRock ไม่ได้ซื้อเพื่อเก็งกำไรเอง แต่เป็นการ “ถือแทน” ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหน่วยลงทุน ETF ทั้งกลุ่มสถาบันการเงินและนักลงทุนรายย่อย 

โดย Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ความต้องการเกือบครึ่งหนึ่งมาจากรายย่อย และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ 75% ของผู้ซื้อ IBIT เป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ของ BlackRock มาก่อนเลย สะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin กำลังดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักอย่างมหาศาล

อันดับ 2  Strategy (เดิม MicroStrategy) ถือครอง 738,731 BTC มูลค่า 52,300 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : tipranks

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา Strategy ได้สร้างเสียงฮือฮาอีกครั้งด้วยการกวาดซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 17,994 BTC คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1,280 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 70,946 ดอลลาร์

การขยับตัวครั้งนี้ทำให้ยอดสะสม Bitcoin รวมของบริษัทพุ่งไปอยู่ที่ 738,731 BTC โดย Michael Saylor ได้ขนานนามการซื้อครั้งนี้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของ “ศตวรรษที่สอง”  เพราะนี่คือการซื้อครั้งที่ 100 กว่าๆ ของบริษัทแล้ว

กลยุทธ์ของ Strategy ยังคงชัดเจนคือ การเปลี่ยนบริษัทซอฟต์แวร์ให้กลายเป็น “ตู้เซฟเก็บ Bitcoin” โดยการระดมทุนจากการออกหุ้น ตราสารหนี้แปลงสภาพเป็นแหล่งทุน และกู้ยืมเงินมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งผลลัพธ์ในตอนนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก เพราะบริษัทมีกำไรทางบัญชีสูงถึง 81% หรือประมาณ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยที่ถืออยู่ที่ $66,384.56 ต่อ BTC รวมต้นทุนทั้งหมด $33,100 ล้านดอลลาร์

อันดับ 3 Fidelity (กองทุน FBTC ETF) ถือครอง 470,000–471,000 BTC  มูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : bitcompare

กองทุน Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 ของโลกในกลุ่มกองทุน ETF โดยถือครอง Bitcoin ไว้ในครอบครองมากกว่า 470,000 BTC

แม้จะเปิดตัวพร้อมกับ BlackRock ในปี 2024 แต่ Fidelity มีไม้ตายสำคัญคือ การต่อ ยอดจากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่นับล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มที่ออมเงินผ่านกองทุนเกษียณอายุ (401k หรือ IRA) ที่สามารถหันมาลงทุนใน Bitcoin ได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางเดิมที่คุ้นเคย 

และที่น่าสนใจที่สุดคือ Fidelity มีระบบ Custody หรือการเก็บรักษาเหรียญเป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากเจ้าอื่นที่มักจะไปพึ่งพากระดานเทรดอย่าง Coinbase ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมความปลอดภัยและจัดการทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จในที่เดียวครับ

อันดับ 4 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ถือครอง ประมาณ 200,000+ BTC มูลค่าประมาณ $14,000 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : financefeeds

ในส่วนของ รัฐบาลสหรัฐฯ นั้นมีที่มาของ Bitcoin ที่น่าสนใจมาก เพราะส่วนใหญ่มาจากการกวาดล้างและยึดทรัพย์ในคดีประวัติศาสตร์อย่าง Silk Road, การแฮ็ก Bitfinex และล่าสุดคือเคส Tornado Cash 

โดยภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้มีการประกาศจัดตั้ง “กองทุนสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Bitcoin Reserve) อย่างเป็นทางการในปี 2025 เปลี่ยนจากนโยบายเดิมที่จะขายทอดตลาด มาเป็นนโยบาย “ยึดแล้วเก็บ” แทน ซึ่งหากมองในมุมบัญชีถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ เพราะมีต้นทุนเฉลี่ยแทบจะเท่ากับ 0 ดอลลาร์ เนื่องจากเป็นของที่ยึดมาได้ ทำให้กำไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเกือบจะเป็น 100% เต็ม ๆ และส่งผลให้สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุนสำรองดิจิทัลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

อันดับ 5 บริษัท MARA Holdings (Marathon Digital) ถือครอง 53,822 BTC มูลค่า $3,800 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : blockhead

ณ ต้นเดือนมีนาคม 2026 MARA Holdings (หรือเดิมคือ Marathon Digital) ยังคงครองตำแหน่งบริษัทขุด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยถือครอง Bitcoin รวมกว่า 53,822 BTC 

กลยุทธ์ของบริษัท โดดเด่นด้วยการใช้โมเดล “Hybrid” คือ เน้นขุดเองแล้วเก็บสะสมไว้เป็นสินทรัพย์สำรอง (HODL) ควบคู่ไปกับการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนมาซื้อ Bitcoin เพิ่มในตลาดเหมือนกับ Strategy ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทมักจะต่ำกว่าราคาตลาดเพราะมีต้นทุนการผลิตจากการขุดเป็นฐาน 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 นี้ MARA ได้มีการปรับนโยบายคลังใหม่ให้ยืดหยุ่นขึ้น โดยอนุญาตให้มีการขาย Bitcoin บางส่วน เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในโปรเจกต์ใหม่ ๆ อย่างการสร้าง Data Center สำหรับ AI แต่บริษัทก็ได้ออกมายันยืนชัดเจนว่า ยังคงยึด Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลัก และไม่มีแผนจะเทขายทิ้งทั้งหมด

อันดับ 6  บริษัท Twenty One Capital ถือครอง 43,514 BTC มูลค่า $3,100 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : crypto economy

Twenty One Capital ถือเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ในกลุ่มบริษัทที่เน้นสะสม Bitcoin (Bitcoin Treasury) โดยปัจจุบันถือครองอยู่ราว 43,514 BTC 

ความน่าสนใจของบริษัทนี้คือ การได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากยักษ์ใหญ่อย่าง Tether (ผู้ออกเหรียญ USDT) ทำให้พวกเขามีพลังเงินทุนมหาศาลในการไล่เก็บสะสมเหรียญตามรอย Strategy 

จุดเด่นที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งช่วยให้มีกระแสเงินสดไหลเข้ามาเติมพอร์ต เพื่อซื้อ Bitcoin ได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

อันดับ 7 บริษัท Metaplanet ถือครอง 35,102 BTC  มูลค่า $2,500 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : bitcoinmagazine

Metaplanet กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ “MicroStrategy เวอร์ชันญี่ปุ่น” โดยปัจจุบันถือครอง Bitcoin อยู่ทั้งหมด 35,102 BTC  ซึ่งใช้กลยุทธ์การระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรและหุ้นกู้เพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin สะสมอย่างต่อเนื่อง เหมือน Michael Saylor 

แต่ความท้าทายสำคัญคือ ส่วนใหญ่บริษัท Metaplanet เข้าซื้อ Bitcoin ในช่วงที่ราคาพุ่งสูง ทำให้มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ $107,606 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบันพอสมควร ส่งผลให้ภาพรวมพอร์ตยังคงอยู่ในสถานะขาดทุนทางบัญชีประมาณ 34% (หรือราว 1.3 พันล้านดอลลาร์) 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีแผนสร้างรายได้เสริมจากการใช้กลยุทธ์ Options Strategy บน Bitcoin ที่ถืออยู่ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท ซึ่งคาดว่า จะสร้างรายได้เสริมได้ถึง 55 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 

อันดับ 8  บริษัท Blockstream ของ Adam Back  ถือครอง 30,021 BTC มูลค่า $2,100 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : changenow

Adam Back คือบุคคลระดับตำนานในโลกคริปโต เพราะเขาคือนักพัฒนาด้านการเข้ารหัส (Cryptography) รุ่นบุกเบิกที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสาร Whitepaper ของ Bitcoin เลยทีเดียว

ปัจจุบัน Adam Back ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Blockstream บริษัทโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของระบบ Bitcoin โดยกลยุทธ์ของเขานั้นเน้นการ “สะสมมายาวนาน” ตั้งแต่สมัยที่ Bitcoin ยังเป็นเรื่องใหม่ของโลก ทำให้เขามีต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำมากจนประเมินค่าไม่ได้ (คาดว่าบางส่วนอาจต่ำกว่า $1,000 หรือ $10,000 ด้วยซ้ำ) เขาจึงไม่ได้เป็นเพียงนักลงทุน แต่เป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิด และเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นในคุณค่าระยะยาวของ Bitcoin อย่างแท้จริง

อันดับ 9  Riot Platforms ถือครอง 18,005 BTC มูลค่า $1,300 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : cryptoslate

Riot Platforms เป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมขุด Bitcoin ของสหรัฐฯ ที่น่าจับตา โดย ณ ต้นปี 2026 บริษัท ถือครอง Bitcoin อยู่ประมาณ 18,005 BTC ซึ่งมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ 

กลยุทธ์ของ Riot มีความน่าสนใจตรงที่เป็นบริษัทแบบครบวงจร คือขุดเองและสะสมไว้ในคลัง แต่ในขณะเดียวกันก็นำ Bitcoin บางส่วนออกมาขายเพื่อระดมทุนขยายอาณาจักร โดยเฉพาะการรุกเข้าสู่ธุรกิจ Data Center สำหรับ AI และการทำสัญญากับยักษ์ใหญ่อย่าง AMD ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทค่อนข้างต่ำเพราะได้เหรียญมาจากการขุดเป็นหลัก 

แม้ต้นทุนการขุดในช่วงหลังจะสูงขึ้นตามความยากของระบบ แต่การมีคลังเหรียญขนาดใหญ่ก็ช่วยให้บริษัทมีสภาพคล่องสูง และสามารถขยายธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพากู้ยืมเพียงอย่างเดียวครับ

อันดับ 10 บริษัท Coinbase ถือครอง 13,696–15,389 BTC มูลค่า $1,000 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ : cnbc

Coinbase ไม่ได้เป็นเพียงกระดานเทรดระดับโลกเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็น “กระดูกสันหลัง” ของอุตสาหกรรม Bitcoin ในปี 2026 นี้ด้วย เพราะนอกจากบริษัทจะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์สิน (Custodian) รายใหญ่ที่สุดให้กับกองทุนระดับยักษ์อย่าง BlackRock และสถาบันการเงินอีกหลายแห่งแล้ว Coinbase ยังมีนโยบายถือครอง Bitcoin ในงบดุลของบริษัทเองด้วยจำนวนราว 15,389 BTC (ข้อมูลล่าสุดต้นปี 2026) 

ความพิเศษของ Coinbase คือ การเป็นผู้เล่นที่อยู่ต้นน้ำ และกลางน้ำพร้อมกัน คือทั้งเก็บค่าธรรมเนียมจากการรับฝากเหรียญให้มหาเศรษฐีทั่วโลก และยังเป็น “เจ้ามือ” ที่ถือเหรียญเองจนติดอันดับ Top 10 ของบริษัทมหาชนที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลกอีกด้วย

วิเคราะห์แนวโน้ม สถาบันจะยังซื้อต่อไปไหม?

แนวโน้มการซื้อ Bitcoin ของนักลงทุนสถาบันในปี 2026 นี้ จะเป็นการซื้อแบบมีชั้นเชิงและเน้นถือยาวมากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีเงินไหลออกจากกองทุน ETF บางส่วนในช่วงที่ตลาดผันผวน (ประมาณ 12% ของยอดรวม) แต่นั่นเป็นเพียงการทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุนบางกลุ่ม

ในขณะที่ “เจ้ามือ” ตัวจริงระดับประเทศอย่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากอาบูดาบี ทั้ง Mubadala และ Al Warda กลับใช้จังหวะที่ราคาปรับฐานเข้ามาช้อนซื้อเพิ่มอย่างหนักในช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ากลุ่มทุนระดับโลกมองว่าช่วงที่ ราคา Bitcoin ย่อตัวลงมาคือ “โอกาสทอง” ไม่ใช่ “วิกฤต” 


มุมมองผู้เขียน : เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ Bitcoin กลายเป็น “Digital Gold” อย่างสมบูรณ์แบบ การสะสมของสถาบันในช่วงราคาปรับฐาน สะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้มองแค่รอบไซเคิล 4 ปีอีกต่อไป แต่มองเป็นสินทรัพย์หลักที่จะต้องมีไว้ในพอร์ตระยะยาว