bitkub-banner

โพล Clarity Act เผย ! ชาวคริปโทสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นส่วนตัว” เหนือกว่าดอกเบี้ย Stablecoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โพล Clarity Act ของ Paul Barron ชี้ชัด ชุมชนคริปโตให้ความสำคัญกับ การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว มากกว่าผลตอบแทนจาก Stablecoin อย่างท่วมท้น
  • ร่างกฎหมาย CLARITY Act ฉบับวุฒิสภามีบทบัญญัติที่เปิดช่องให้กระทรวงการคลังอายัดหรือยึดคริปโทฯ ได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล ซึ่งชุมชนมองว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง
  • สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกฎหมายยังสะดุด คือการล็อบบี้ของกลุ่มธนาคารในเรื่อง ผลตอบแทนของ Stablecoin โดยมีแนวโน้มว่าจะไม่คืบหน้าจนถึงเดือนเมษายน 2026

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

โพลล่าสุดของ Paul Barron เผยให้เห็นความย้อนแย้งของร่างกฎหมาย CLARITY Act  เมื่อนักลงทุนคริปโทฯ โหวตชัดเจนว่า ยอมทิ้งผลตอบแทน Stablecoin เพื่อต้านกฎหมายที่เปิดช่องให้รัฐยึดเหรียญได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล แต่สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายนี้ถูกดองในวุฒิสภากลับกลายเป็นการเถียงกันเรื่องผลตอบแทน ในขณะที่ประชาชนกำลังสู้เพื่อสิทธิส่วนบุคคล นักการเมืองกลับมัวแต่ยื้อเวลาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้ธนาคารจนร่างกฎหมายส่อแววแท้งและอาจถูกปัดตกไปในปีนี้

โพลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจาก Paul Barron นักวิเคราะห์คริปโทฯ ได้ตั้งคำถามสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้งานว่า ระหว่าง “ผลตอบแทนจากการถือครอง Stablecoin” กับ “การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว” สิ่งใดสำคัญกว่ากันในร่างกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล (CLARITY Act)

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นเอกฉันท์ นั่นคือผู้ใช้งานเลือกความเป็นส่วนตัวมากกว่าอย่างท่วมท้น แต่ทว่าในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงหยุดชะงักอยู่ในสภา กลับเป็นเรื่องที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนอย่างสิ้นเชิง

รัฐจ่อดันกฎหมาย “ยึดเหรียญได้ทันที” แบบไม่ต้องง้อคำสั่งศาล

หัวใจสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับชุมชนคริปโตคือ เนื้อหาบางส่วนในร่างกฎหมายของฝั่งวุฒิสภาที่เปิดช่องให้กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สามารถระงับ หรืออายัดธุรกรรมคริปโตได้ชั่วคราว โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาล ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจนี้อาจขยายขอบเขตไปถึงระบบ DeFi หากรัฐตีความว่าระบบนั้นไม่ได้กระจายศูนย์อย่างแท้จริง

สำหรับกลุ่มคนที่เลือกลงทุนในคริปโทฯ เพราะเชื่อมั่นในอิสรภาพทางการเงิน นี่คือจุดตายที่พวกเขายอมรับไม่ได้ แม้ผลตอบแทนจะน่าดึงดูดแค่ไหน แต่หากสินทรัพย์สามารถถูกอายัดได้ตามอำเภอใจ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับบัญชีธนาคารแบบเดิมๆ เพียงแค่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น

ทำไมกฎหมายคริปโทฯ ถึงไม่ผ่านสภาสักที ?

ร่างกฎหมาย CLARITY Act เคยผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 แต่กลับมาสะดุดลงที่คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา

สาเหตุหลักมาจากการวิ่งเต้นทางการเมืองของสมาคมธนาคารอเมริกันที่พยายามผลักดันให้แบนการจ่ายผลตอบแทนจาก Stablecoin ในทุกรูปแบบ โดยให้เหตุผลว่าสิ่งนี้อาจแย่งฐานลูกค้าและเป็นภัยคุกคามต่อระบบเงินฝากของธนาคารดั้งเดิม

วุฒิสมาชิกบางรายได้พยายามเสนอทางออกที่ประนีประนอมกัน โดยเสนอให้แบนเฉพาะ “Passive yield” หรือผลตอบแทนแบบคงที่ คล้ายกับการนอนกินดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ยังอนุญาตให้มี “Activity-based rewards” หรือรางวัลที่ได้จากการเข้าไปทำกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมในระบบ แม้ข้อเสนอนี้จะดูสมเหตุสมผล แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้

สถานการณ์ในตอนนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากเส้นตายวันที่ 1 มีนาคม 2026 ที่ทำเนียบขาวกำหนดไว้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และแกนนำวุฒิสภาก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่มีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในสภาก่อนเดือนเมษายน นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากไม่มีความคืบหน้าใดๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายน โอกาสที่ร่างกฎหมายนี้จะผ่านออกมาใช้จริงในปีนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

ในขณะที่ประชาชนผู้ใช้งานคริปโทฯ ตัวจริงกำลังต่อสู้เพื่อกฎหมายที่มาช่วยปกป้องสิทธิและอิสรภาพของพวกเขาจากอำนาจรัฐ แต่ในวอชิงตันกลับกำลังถกเถียงกันว่าธนาคารดั้งเดิมจะสูญเสียผลประโยชน์ไปเท่าไหร่


มุมมองผู้เขียน: หากร่างกฎหมายที่คลอดออกมามีเนื้อหาเอนเอียงไปทางการปกป้องธนาคารมากเกินไป มันก็จะไม่ใช่กฎหมายเพื่อคุ้มครองวงการคริปโทฯ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมบังคับใช้ และนั่นอาจเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ชุมชนผู้ใช้งานในสหรัฐฯ หันหลังให้กับความพยายามในการจัดระเบียบวงการนี้ในท้ายที่สุด

ที่มา:beincrypto