สรุปข่าว
- ยอดเงินโอนเข้ากระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมคริปโตในปี 2025 พุ่งทำสถิติใหม่ที่ 1.54 แสนล้านดอลลาร์ โตกระฉูด 162% โดยมี Stablecoin เป็นตัวกลางหลักถึง 84%
- แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือขโมยคริปโตไปกว่า 2.02 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กลโกงสวมรอยด้วย AI ทำมูลค่าความเสียหายพุ่งขึ้นกว่า 1,400%
- กลุ่มประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เช่น รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ ใช้คริปโตฯ หลบเลี่ยงการแบนทะลุ 1.04 แสนล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะ “A7A5” Stablecoin ของรัสเซียที่ถูกใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการชำระดุลการค้า
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
รายงานคริปโตฉบับล่าสุดปี 2026 เผยตัวเลขเม็ดเงินสีเทาในตลาดพุ่งทุบสถิติถึง 1.54 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 162% โดยมี Stablecoin เป็นช่องทางหลัก ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากฝีมือแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือที่เจาะระบบขโมยเงิน ผสมโรงกับแก๊งมิจฉาชีพที่หันมาใช้ AI สวมรอยหลอกเหยื่อจนความเสียหายพุ่งกระฉูด นอกจากนี้ กลุ่มประเทศที่ถูกแบนอย่างรัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ยังใช้คริปโตเป็นช่องทางหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร โดยเฉพาะรัสเซียที่ใช้เหรียญ A7A5 ชำระดุลการค้าไปแล้วเกือบแสนล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงปี
Chainalysis Japan บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนระดับโลก ได้เผยแพร่รายงาน “ผลสำรวจแนวโน้มอาชญกรรมคริปโตฯ ประจำปี 2026”โดยชี้ให้เห็นถึงตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา
ในรายงานระบุว่า มูลค่ารวมของเงินที่ถูกส่งไปยังกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับการกิจกรรมที่ผิดกฎหมายพุ่งทะยานแตะ 1.54 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 162% สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ แก๊งมิจฉาชีพที่ใช้ AI และการโอนเงินเพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรระหว่างประเทศเป็นตัวการหลักที่ขับเคลื่อนตัวเลขนี้ ที่น่าสนใจคือ 84% ของธุรกรรมสีเทาเหล่านี้เกิดขึ้นผ่าน Stablecoin
แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือและภัยคุกคามจากสแกม AI ที่ถูกยกระดับ
กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงออกอาละวาดอย่างหนัก โดยกวาดคริปโตฯ ไปได้ถึง 2.02 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 51% ดันยอดความเสียหายสะสมตั้งแต่ปี 2016 ไปแตะระดับ 6.75 พันล้านดอลลาร์ วิธีการโจมตีของมิจฉาชีพกลุ่มนี้คือ มีการแฝงตัวเข้าไปในกระดานเทรดและใช้เทคนิค Social Engineering ขั้นสูงเจาะจงเล่นงานระดับผู้บริหาร
นอกจากนี้กลโกงคริปโตทั่วไปก็อัปเกรดตัวเองด้วย AI ทำให้ความเสียหายรวมพุ่งเป็น 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะการ “สวมรอยระบุตัวตนด้วย AI” ที่สร้างความเสียหายพุ่งปรี๊ดกว่า 1,400% เมื่อเทียบกับปีก่อน แถมเหยื่อแต่ละรายยังโดนสูบเงินเฉลี่ยหนักกว่าเดิมถึง 4.5 เท่า ผลกระทบนี้ลามไปทั่วโลก รวมถึงในญี่ปุ่นที่ประเมินว่ามีเม็ดเงินเกี่ยวข้องกับการทุจริตไหลออกจากกระดานเทรดในประเทศสูงถึง 812 ล้านดอลลาร์
การหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรกลายเป็น “อุตสาหกรรม”
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ การที่ประเทศอย่าง รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ หันมาใช้คริปโตเพื่อเจาะกำแพงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยมีการโอนเงินไปยังเป้าหมายปลายทางที่ถูกแบนพุ่งทะลุ 1.04 แสนล้านดอลลาร์ โตขึ้น 694%
และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “A7A5” ซึ่งเป็น Stablecoin ของรัสเซียที่ผูกกับค่าเงินรูเบิล มันกำลังถูกใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการชำระดุลการค้าระหว่างประเทศ โดยประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 9.33 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงปี
มุมมองผู้เขียน: เมื่อการโจรกรรมในโลกคริปโตมีจำนวนมากขึ้น การอุดรอยรั่วด้านความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย นักลงทุนควรหมั่นตรวจเช็กและยกระดับความปลอดภัยของพอร์ตลงทุนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง เพื่อปกป้องสินทรัพย์มีค่าของคุณ เพราะในโลกแห่งการเงินแบบกระจายศูนย์นี้ หากเงินของคุณสูญหายไป โอกาสที่จะได้คืนมานั้นยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร
- ที่มาข่าว:coinpost
- ที่มาภาพ:disruptionbanking
