สรุปข่าว
- วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายห้ามธนาคารกลาง (Fed) พัฒนาหรือออกสกุลเงินดิจิทัลของรัฐ (CBDC) โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค
- เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการแบนคือแรงกดดันจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หากประชาชนหันไปถือเงินกับรัฐโดยตรง
- สหรัฐฯ มองเห็นประโยชน์มหาศาลจากการปล่อยให้เอกชนออก Stablecoin ที่ผูกกับเงินดอลลาร์ เพราะมันช่วยกระจายอิทธิพลของเงินดอลลาร์ไปทั่วโลกได้อย่างแนบเนียน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายห้าม Fed ออก CBDC อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของประชาชนจากการถูกรัฐบาลสอดแนมและควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่าย นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวนี้ยังเป็นการปกป้องระบบธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ล่มสลายจากการสูญเสียฐานเงินฝาก อย่างไรก็ตาม เบื้องลึกของยุทธศาสตร์นี้คือการที่สหรัฐฯ ต้องการผลักดันให้ Stablecoin ของภาคเอกชนเติบโตอย่างเสรีเพื่อทำหน้าที่กระจายอิทธิพลของเงินดอลลาร์ไปทั่วโลก
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติห้ามธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด พัฒนาหรือออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) โดยบรรจุมาตรการดังกล่าวไว้ในร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยแบบสองพรรคร่วม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อโลกและประเทศไทยบทความนี้จะพาทุกท่านมาเจาะลึกกัน
CBDC คืออะไร?
Central bank digital currency (CBDC) คือ เงินดิจิทัลที่ออกและค้ำประกันโดยรัฐบาลโดยตรง ซึ่งต่างจาก Bitcoin ที่ทำงานบนระบบกระจายอำนาจ หมายความว่าธนาคารกลางจะสามารถพิมพ์เงินดิจิทัลออกมามากเท่าไรก็ได้ตามสมควรไม่ต่างกับเงินเฟียต
ทั้งนี้ ความกังวลอันดับต้นๆของ CBDC ในหมู่นักลงทุนคือการสูญเสียอิสรภาพและความเป็นส่วนตัว เนื่องจากเงินที่ถูกผลิตออกมาในรูปแบบนี้จะสามารถติดตามธุรกรรมได้ตลอดเวลา หรือก็คือรัฐบาลจะรู้ความเคลื่อนไหวทางการเงินของประชากรทั้งหมด
หากนำ CBDC มาใช้งานธนาคารพาณิชย์จะแทบหมดความจำเป็นเพราะคนฝากเงินกับรัฐโดยตรง และรัฐบาลจะสามารถสร้างกรอบได้เองเลยว่าเงินจะใช้ทำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง แถมวันดีคืนดีรัฐก็สามารถอายัดบัญชีได้โดยไม่ต้องแจ้ง รวมถึงเสี่ยงต่อการโจมตีเพราะระบบกระจุกตัวกันที่เดียวทำให้หลายคนออกมาคัดค้านหัวชนฝา
Stablecoins ต่างกันอย่างไร?
Stablecoin ถึงจะมีการตรึงมูลค่าเข้ากับสินทรัพย์ (ส่วนใหญ่เป็นเงินเฟียต) โดยตรงในอัตราส่วน 1:1 แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างมากแม้ว่าบางโปรเจกต์จะเป็นระบบแบบรวมศูนย์
จุดเด่นหลักของ Stablecoin จะอยู่ที่อิสระไม่ผูกมัดกับพื้นที่ การใช้งาน CBDC อาจจำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ที่กำหนด แต่ Stablecoin สามารถใช้งานข้ามพรมแดนได้ทั่วโลก และทุกธุรกรรมจะเป็นความลับ (ทางเทคนิค) เพราะต่อให้ข้อมูลจะอยู่บนบล็อกเชนแต่ก็ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ง่ายๆ ว่าใครเป็นคนทำธุรกรรม แถมยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ด้วย
ทำไมสหรัฐฯ ต้องแบน CBDC
หากพิจารณาในเบื้องต้น อาจประเมินได้ว่าแนวคิดการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) นั้นขัดต่ออุดมการณ์พื้นฐานของสหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวของพลเมือง ส่งผลให้ภาครัฐมีท่าทีปฏิเสธเทคโนโลยีดังกล่าวและหันไปสนับสนุนทางเลือกอื่นอย่าง Stablecoin แทน แม้สมมติฐานนี้จะมีความถูกต้อง แต่ก็ยังมิใช่ภาพรวมทั้งหมดของปัจจัยทางนโยบาย
ปัจจัยประการต่อมาคือ บทบาทของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ที่พยายามผลักดันและล็อบบี้ เพื่อสกัดกั้นการบังคับใช้ CBDC เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างธุรกิจธนาคารดั้งเดิม หากประชาชนหันไปถือครอง CBDC แทนการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ สภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในวงกว้าง
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือหรืออาวุธทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การอายัดบัญชีของคู่แข่งทางการเมือง หรือการใช้กลไกของรัฐเพื่อจำกัดสิทธิในการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าบางประเภท อาทิ อาวุธปืน ซึ่งข้อกังวลนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการปกป้องสิทธิและอิสรภาพของประชาชนตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น
อย่างไรก็ดี แม้สหรัฐฯ จะหลีกเลี่ยงการใช้สกุลเงินเป็นเครื่องมือควบคุมภายในประเทศ แต่ในบริบทระหว่างประเทศ Stablecoin ได้กลายเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งนำมาสู่ปัจจัยชี้ขาดว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงระงับการพัฒนา CBDC
ปัจจุบัน Stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะ USDT และ USDC ครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้บริษัทเอกชนทั้งสองกลายเป็นตัวกลางในการกระจายเงินดอลลาร์ออกไปทั่วโลกอย่างสมัครใจ โดยที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น กลไกดังกล่าวยังช่วยสร้างอุปสงค์ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านการที่กลุ่มบริษัทเอกชนเหล่านี้นำเงินตราไปซื้อพันธบัตรเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าของ Stablecoin
ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นการสร้าง “Dollarization” ทางอ้อม หมายความว่าโลกกำลังที่จะใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักในยุคดิจิทัล ซึ่งสวนทางกับกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ De-dollarization ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ท้ายที่สุดแล้ว หากกลไกของ Stablecoin ยังคงเติบโตต่อไป สหรัฐฯ จะสามารถรักษาเสถียรภาพและสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกไว้ได้ โดยไม่ต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกเพิ่มเติม ในทางกลับกัน การเร่งพัฒนาและนำ CBDC มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ อาจเป็นการทำลายโครงสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ อยู่ในขณะนี้ และอาจส่งผลกระทบเชิงลบย้อนกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเสียเอง
ประเทศไทยได้รับผลกระทบอะไร?
ปัจจุบัน ท่าทีของประเทศไทยยังคงอยู่ในจุดกึ่งกลางและยังไม่ได้มีการประกาศแนวนโยบายที่ชี้ชัดว่า จะมุ่งหน้าไปในทิศทางของการบังคับใช้ CBDC อย่างเต็มรูปแบบ หรือจะเปิดทางให้กับ Fiat-backed Stablecoin ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณความเคลื่อนไหวเชิงประจักษ์ผ่านการริเริ่มโครงการทดสอบ “ระบบการชำระเงินแบบตั้งโปรแกรมได้” (Programmable Payment) เช่น โครงการพัฒนาโทเคน THBK ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีสัญญา Smart Contract มาประยุกต์ใช้กับเงินบาท เพื่อประเมินความพร้อมและยกระดับประสิทธิภาพของระบบนิเวศทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องผูกมัดกับโครงสร้างของ CBDC เพียงอย่างเดียว
หากพิจารณาในมิติของนโยบายการต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ การที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา มีท่าทีต่อต้านการใช้งาน CBDC อย่างชัดเจน และปล่อยให้กลไกของ Stablecoin ขยายอิทธิพลแทน ย่อมสร้าง “แรงดึงดูดเชิงนโยบาย” ต่อสถาปัตยกรรมทางการเงินโลก กลุ่มประเทศในโลกเสรีที่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ สูง มักมีแนวโน้มที่จะปรับทิศทางนโยบายให้คล้อยตาม เพื่อรักษาความเข้ากันได้ของระบบ และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ทิศทางการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของไทยในระยะต่อไปจะมีแนวโน้มโอนอ่อนและสอดรับกับมาตรฐานที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ และปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินโลกในยุคดิจิทัล
มุมมองผู้เขียน : เป้าหมายสุดท้ายในเกมกระดานนี้ของสหรัฐฯ คือการยึดครองระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดน ซึ่งมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าสหรัฐฯ ดื้อดึงจะทำ CBDC ของตัวเอง ดังนั้นการอ้างเรื่องการแบน CBDC เพื่อปกป้องเสรีภาพของประชาชนนั้น อาจเป็นเพียงแค่ฉากหน้า และมีเบื้องหลังที่แท้จริงคือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และผลประโยชน์ชาติ
