bitkub-banner

ก.ล.ต. สหรัฐฯ จับมือ CFTC ประกาศชัด คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ CFTC ลงนาม MOU เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 เพื่อประสานงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมกันใน 6 ด้านหลัก พร้อมเปิดตัว Joint Harmonization Initiative
  • ก่อนหน้านี้ ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins ประกาศในสุนทรพจน์เมื่อ 31 ก.ค. 2568 ว่า “คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์” ถือเป็นการพลิกจุดยืนของหน่วยงานอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความชัดเจนด้านกฎระเบียบครั้งนี้มาในช่วงที่กฎหมาย CLARITY Act ยังติดหล่มในวุฒิสภา ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องดำเนินการประสานงานเองก่อน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ระบุชัดว่าคริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ พร้อมกับการจับมือของสองหน่วยงานกำกับ ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่กดทับตลาดมาหลายปี เปิดทางให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในคริปโตได้สะดวกขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาในระยะกลางถึงยาว

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (ก.ล.ต. สหรัฐฯ หรือ SEC) และสำนักงานกำกับการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เพื่อประสานงานการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลใน 6 ด้านหลัก ตามรายงานจาก Watcher.Guru โดยการลงนามครั้งนี้มาพร้อมกับการเปิดตัว Joint Harmonization Initiative ที่มุ่งปรับนิยามผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกัน ลดความขัดแย้งด้านอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน และปรับปรุงมาตรฐานการรายงานธุรกรรม ทั้งนี้ก่อนหน้าในเดือนกรกฎาคม 2568 ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins ได้ประกาศในกรอบ “Project Crypto” ว่าคริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนครั้งสำคัญของหน่วยงาน

จาก “Project Crypto” สู่ MOU สองหน่วยงาน ความชัดเจนที่วงการรอมานาน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดตัว “Project Crypto” โดยประกาศอย่างชัดเจนว่า “คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์ และไม่ควรถูกกำกับดูแลภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์” ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ในยุคก่อนที่มักมองคริปโตว่าเป็นหลักทรัพย์และดำเนินคดีกับโปรเจกต์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในวันที่ 2 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานได้ออกแถลงการณ์ร่วมชี้แจงว่ากฎหมายปัจจุบันไม่ได้ห้ามกระดานเทรดที่จดทะเบียนกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ หรือ CFTC จากการให้บริการซื้อขายสินทรัพย์คริปโตบางประเภทในตลาดแบบ spot

การลงนาม MOU ในเดือนมีนาคม 2569 โดยประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins และประธาน CFTC Michael Selig ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยุติข้อพิพาทด้านอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงานที่ยืดเยื้อมาหลายปี โดย MOU ครอบคลุมการประสานงานใน 6 ด้านหลัก รวมถึงการปรับนิยามผลิตภัณฑ์ การปรับมาตรฐานหลักทรัพย์ค้ำประกัน และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังตลาดร่วมกัน

เหตุใดความชัดเจนนี้จึงสำคัญต่อตลาดคริปโต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความไม่ชัดเจนว่าคริปโตใดเป็น “หลักทรัพย์” (อยู่ภายใต้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ) หรือ “สินค้าโภคภัณฑ์” (อยู่ภายใต้ CFTC) ทำให้บริษัทในวงการต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หลายโปรเจกต์ถูกดำเนินคดีโดย ก.ล.ต. สหรัฐฯ โดยอ้างว่าออกหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ก็ระมัดระวังในการเข้าสู่ตลาดคริปโตเนื่องจากความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ประกาศชัดว่าคริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์จึงเป็นการเปิดประตูให้สถาบันการเงินสามารถเข้าร่วมตลาดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนครั้งนี้มาในช่วงที่กฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเป็นความพยายามของรัฐสภาสหรัฐฯ ในการวางโครงสร้างกำกับดูแลคริปโตอย่างครอบคลุม ยังคงติดหล่มอยู่ในวุฒิสภา ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องดำเนินการประสานงานกันเองก่อนในระหว่างที่รอกฎหมายผ่าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้ไม่มีกฎหมายใหม่ แต่ท่าทีของหน่วยงานที่เปลี่ยนไปก็มีผลในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง ADA ออกโรงเตือนว่า Clarity Act จะกลายเป็นหายนะของวงการคริปโต และ Galaxy Digital ก็เตือนว่า CLARITY Act 2026 ส่อแท้งหากพลาดเส้นตายเดือนเมษายน ขณะที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยังโหวตหนุนหุ้นบนบล็อกเชน ส่งสัญญาณบวกต่อวงการ RWA อีกด้วย ทิศทางโดยรวมจึงชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ที่เป็นมิตรกับคริปโตมากขึ้น แม้กระบวนการออกกฎหมายจะยังล่าช้า


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่สองหน่วยงานกำกับดูแลใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ลงนาม MOU ร่วมกันและส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องสถานะของคริปโตนั้น เป็นข่าวดีระดับ structural change จริงๆ ไม่ใช่แค่ noise ชั่วคราว เพราะมันลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่กดดันตลาดมานานหลายปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติ เพราะการบอกว่า “คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์” ยังไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า “เหรียญไหนบ้างที่อยู่ในกลุ่มส่วนน้อยที่ยังเป็นหลักทรัพย์อยู่” ซึ่งตรงนี้ยังเปิดช่องให้ตีความและเป็นพื้นที่เสี่ยงสำหรับบางโปรเจกต์ได้ นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของ CLARITY Act ในวุฒิสภาและรอดูคำแนะนำเพิ่มเติมจากทั้งสองหน่วยงานที่น่าจะออกมาตามมาในอีกไม่นาน

เครดิตภาพจาก @CryptoAici