วอลเลอร์กล่าวบน CNBC ว่า “นับตั้งแต่นั้นมา ช่องแคบฮอร์มุซก็ถูกปิด นี่ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากขึ้น และราคาน้ำมันจะยังคงสูงเป็นเวลานานขึ้น ดังนั้นจึงบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากขึ้น” ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน วอลเลอร์เคยมองว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเป็นเพียง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว” ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 และไม่น่าจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่ยั่งยืน แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้มุมมองของเขาพลิกโฉมอย่างสิ้นเชิงภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์
วอลเลอร์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2563 และเป็นสมาชิกที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงใน FOMC โดยในอดีตเขาถูกมองว่าเป็น “สายพิราบ” ที่มักสนับสนุนนโยบายผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยต่ำ การที่เขาเปลี่ยนจุดยืนในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ทางออกของ Fed ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของวิกฤตอิหร่าน
ความเห็นของวอลเลอร์สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผชิญ ในด้านหนึ่ง ตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแอลงจากตัวเลขว่างงานที่ไม่คาดคิดในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นเหตุผลสำคัญในการพิจารณาลดดอกเบี้ย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อซับซ้อนขึ้น และทำให้คณะกรรมการต้องรอดูพัฒนาการของสถานการณ์ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับความไม่แน่นอนรอบช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อตลาดพลังงานในบทความ ความไม่แน่นอนเรื่องการคุ้มกันทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึง ผลกระทบต่อราคาทองและโลหะเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่วอลเลอร์หยิบยกมากล่าวถึง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำพูดของวอลเลอร์ครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะมันเผยให้เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ เกือบจะ “กดปุ่มลดดอกเบี้ย” แล้ว แต่ถูกน้ำมันดึงกลับในนาทีสุดท้าย สิ่งที่ต้องจับตาตอนนี้คือสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายได้เร็วแค่ไหน เพราะถ้าราคาน้ำมันเริ่มลดลงและเงินเฟ้อส่งสัญญาณชะลอตัว Fed ก็อาจกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่ตลาดคาด ตรงนั้นแหละที่จะเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดในช่วงเดือนหน้า
เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru
สรุปข่าว
- ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ เปิดเผยว่าเดิมเตรียมแสดงความเห็นสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC สัปดาห์นี้ แต่ต้องเปลี่ยนจุดยืนเพราะราคาน้ำมันพุ่งสูง
- การปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความขัดแย้งในอิหร่านทำให้วอลเลอร์มองว่าเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อกว่าที่คิด จนต้องใช้แนวทางระมัดระวังมากขึ้น
- ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
สัญญาณจากวอลเลอร์มีทั้งบวกและลบต่อตลาด ด้านหนึ่งการที่เขายอมรับว่าเคยพร้อมลดดอกเบี้ยแสดงถึงท่าทีผ่อนคลาย แต่อีกด้านหนึ่งความกังวลเงินเฟ้อจากน้ำมันยังทำให้การลดดอกเบี้ยล่าช้าออกไป ตลาดจึงต้องรอความชัดเจนของสถานการณ์พลังงานก่อน
เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Watcher.Guru ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ เปิดเผยในรายการ Squawk Box ของ CNBC ว่าเดิมทีเขาวางแผนที่จะแสดงความเห็นคัดค้านในที่ประชุม FOMC สัปดาห์นี้ เพื่อสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยอ้างถึงตัวเลขการว่างงานที่สูงกว่าคาดในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ อันเป็นผลจากความขัดแย้งในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนจุดยืนมาใช้แนวทางที่ระมัดระวังมากขึ้นแทน ที่ประชุม FOMC จึงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม
จากพิราบสู่ท่าทีระมัดระวัง เมื่อน้ำมันเปลี่ยนเกม
วอลเลอร์กล่าวบน CNBC ว่า “นับตั้งแต่นั้นมา ช่องแคบฮอร์มุซก็ถูกปิด นี่ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากขึ้น และราคาน้ำมันจะยังคงสูงเป็นเวลานานขึ้น ดังนั้นจึงบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากขึ้น” ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน วอลเลอร์เคยมองว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเป็นเพียง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว” ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 และไม่น่าจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่ยั่งยืน แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้มุมมองของเขาพลิกโฉมอย่างสิ้นเชิงภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์
วอลเลอร์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2563 และเป็นสมาชิกที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงใน FOMC โดยในอดีตเขาถูกมองว่าเป็น “สายพิราบ” ที่มักสนับสนุนนโยบายผ่อนคลายและอัตราดอกเบี้ยต่ำ การที่เขาเปลี่ยนจุดยืนในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ทางออกของ Fed ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของวิกฤตอิหร่าน
ความเห็นของวอลเลอร์สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผชิญ ในด้านหนึ่ง ตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแอลงจากตัวเลขว่างงานที่ไม่คาดคิดในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นเหตุผลสำคัญในการพิจารณาลดดอกเบี้ย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อซับซ้อนขึ้น และทำให้คณะกรรมการต้องรอดูพัฒนาการของสถานการณ์ก่อนที่จะเดินหน้าต่อ
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับความไม่แน่นอนรอบช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อตลาดพลังงานในบทความ ความไม่แน่นอนเรื่องการคุ้มกันทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึง ผลกระทบต่อราคาทองและโลหะเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่วอลเลอร์หยิบยกมากล่าวถึง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำพูดของวอลเลอร์ครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะมันเผยให้เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ เกือบจะ “กดปุ่มลดดอกเบี้ย” แล้ว แต่ถูกน้ำมันดึงกลับในนาทีสุดท้าย สิ่งที่ต้องจับตาตอนนี้คือสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายได้เร็วแค่ไหน เพราะถ้าราคาน้ำมันเริ่มลดลงและเงินเฟ้อส่งสัญญาณชะลอตัว Fed ก็อาจกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่ตลาดคาด ตรงนั้นแหละที่จะเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดในช่วงเดือนหน้า
เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru
