สรุปข่าว
- ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ออกเอกสารแนวทางร่วมเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 เพื่อกำหนด “ระบบจัดหมวดหมู่โทเคน” (token taxonomy) สำหรับสินทรัพย์คริปโต
- แนวทางดังกล่าวลงนามโดยประธาน SEC Paul Atkins, กรรมการ Hester Peirce และ Mark Uyeda รวมถึงประธาน CFTC Mike Selig โดยระบุชัดว่าสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่ไม่ควรถูกจัดว่าเป็นหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติ
- แนวทางนี้ครอบคลุมกิจกรรมสำคัญ เช่น airdrops, การขุดเหรียญ, การ staking และการ wrap โทเคน พร้อมเปิดทางให้ “สัญญาลงทุน” (investment contract) สิ้นสุดลงได้ในบางกรณี
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่หน่วยงานกำกับดูแลระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ทั้ง SEC และ CFTC ออกแนวทางร่วมกันเป็นครั้งแรก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนว่าสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่จะหลุดพ้นจากการกำกับดูแลแบบหลักทรัพย์ที่เข้มงวด ลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่กดดันตลาดมาหลายปี และเปิดทางให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมตลาดได้สะดวกมากขึ้น
ในช่วงกลางดึกของวันที่ 17 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก CoinDesk ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins พร้อมด้วยกรรมการ Hester Peirce และ Mark Uyeda ร่วมกับประธานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) Mike Selig ได้ออกเอกสารแนวทางการตีความร่วม (joint interpretive guidance) เกี่ยวกับสถานะของสินทรัพย์คริปโตภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ยุค Paul Atkins ที่ต้องการสร้างกรอบกำกับดูแลคริปโตที่ชัดเจนและเป็นมิตรกับนวัตกรรมมากขึ้น โดยแนวทางนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้าง “ระบบจัดหมวดหมู่โทเคน” (token taxonomy) และตอบคำถามที่ค้างคามาหลายปีว่าเมื่อใดสินทรัพย์คริปโตจึงจะถือว่าอยู่ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์หรือหลุดพ้นออกไป
สาระสำคัญของแนวทาง คริปโตส่วนใหญ่ไม่ใช่หลักทรัพย์
ประธาน Paul Atkins ระบุว่าจุดที่น่าสังเกตที่สุดในแนวทางนี้คือแนวคิดที่ว่าสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่ไม่ควรถูกจัดว่าเป็นหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติ และในบางกรณี “สัญญาลงทุน” (investment contract) อาจสิ้นสุดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุค Gary Gensler ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าใช้วิธี “กำกับด้วยการบังคับใช้กฎหมาย” (regulation by enforcement) โดยไม่มีกรอบที่ชัดเจน
แนวทางดังกล่าวยังครอบคลุมกิจกรรมเฉพาะในวงการคริปโตที่ยังเป็นเขตสีเทามาตลอด ได้แก่ การแจก airdrops, การขุดเหรียญผ่านโปรโตคอล (protocol mining), การ staking ผ่านโปรโตคอล (protocol staking) และการ wrap โทเคนที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ โดยให้ความชัดเจนว่ากิจกรรมเหล่านี้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ในขอบเขตใดบ้าง
เส้นทางสู่ความชัดเจน จากทีมกำกับดูแลสายเปิดกว้าง
แนวทางนี้ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญของคณะทำงานคริปโต (Crypto Task Force) ที่กรรมการ Hester Peirce เป็นผู้นำ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในวันที่ 21 ม.ค. 2568 โดย Mark Uyeda ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ก่อนที่ Paul Atkins จะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือน เม.ย. 2568 หลังผ่านการรับรองจากวุฒิสภา Hester Peirce ที่ชุมชนคริปโตรู้จักกันดีในนาม “Crypto Mom” เคยออกมาจี้ให้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ปรับกฎให้ง่ายขึ้นและเปิดกว้างต่อนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง
การออกแนวทางร่วมกันระหว่าง SEC และ CFTC เป็นครั้งแรกในลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของรัฐสภาสหรัฐฯ ที่กำลังผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับครอบคลุม ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมปลดคริปโตออกจากกฎโบรกเกอร์ และ ไฟเขียว Nasdaq เปิดเทรดหุ้นและ ETF ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางเดียวกันกับแนวทางล่าสุดที่ออกมาครั้งนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่คือก้าวที่ใหญ่ที่สุดก้าวหนึ่งของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ นับตั้งแต่เปลี่ยนผู้นำมา การที่ SEC กับ CFTC จับมือกันออกแนวทางร่วมนั้นไม่ใช่เรื่องปกติเลย มันส่งสัญญาณว่าสองหน่วยงานนี้กำลังจะแบ่งขอบเขตอำนาจกันให้ชัดมากขึ้น ซึ่งวงการคริปโตรอมาเป็นทศวรรษแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือรัฐสภาสหรัฐฯ จะสามารถออกกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้เมื่อไหร่ เพราะแนวทางนี้เป็นแค่การตีความกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่กฎหมายใหม่ ถ้ากฎหมายจริงออกมาได้ นั่นจึงจะเปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง
เครดิตภาพจาก @Victoria0F0
